• ไทย
  • English
  • 中文 (中国)
  • ພາສາລາວ
0
Your Cart
0
Your Cart
  • ไทย
  • English
  • 中文 (中国)
  • ພາສາລາວ

ปลูก ผม FUE คืออะไร

ปลูก ผม FUE

ยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนามากขึ้น หลายคนที่มีปัญหาผมบางศีรษะล้านจากพันธุกรรม เริ่มมองหาวิธีการศัลยกรรม ปลูก ผม ถาวรเพื่อแก้ปัญหาภาวะศีรษะล้าน หรือในบางคนที่ไม่ได้มีปัญหาผมบางแต่อยากเข้ารับการปลูกผมถาวรเพื่อปรับกรอบหน้าให้ดูสมมาตรมากขึ้นก็ต่างสนใจเข้ารับการปลูกผมถาวรเช่นกัน โดยวิธี ปลูกผม FUE นั้นกำลังเป็นที่นิยมและถูกพูดถึงกันมากขึ้น บทความนี้หมอจะพามาทำความรู้จักกับวิธีการปลูกผมถาวรวิธีต่างๆพร้อมทั้งข้อดีข้อเสียในแต่ละวิธี

ปัจจุบันการศัลยกรรมปลูกผมถาวรตามคำนิยามของสมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติ The International Society of Hair Restoration Surgery (ISHRS) มีอยู่ 2 วิธีการสากล คือ FUT และ FUE ซึ่งทั้ง 2 วิธีจะแตกต่างกันที่กระบวนการได้มาของกราฟจากบริเวณด้านหลัง (Donor site)

ปลูกผม fue

การปลูกผมวิธี FUT 

FUT ย่อมาจาก Follicular unit transplantation ป็นวิธีการปลูกผมโดยการผ่าตัดนำหนังศีรษะด้านหลังออกมาเป็นชิ้นยาวๆ หรือที่เรียกว่า Strip แล้วนำมาหั่นแยกกราฟออกมาเป็นกอเล็กๆ ที่เรียกว่า “กราฟ” แล้วจึงนำกราฟมาปลูกยังบริเวณที่ต้องการ ซึ่งกราฟที่นำมาปลูกจะเป็นได้ทั้งแบบผมสั้น (short hair) หรือเป็นแบบผมยาว (long hair) ก็ได้

ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ FUT

  • ได้กราฟปริมาณมาก โดยจำนวนมากที่สุดประมาณ 5000-8000 กราฟ
  • เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการตัดผมสั้น เช่น ผู้หญิง
  • เหมาะกับคนที่เป็นผมบางศีรษะล้านระยะสุดท้ายที่เหลือผมด้านหลังไม่มาก(Advance hair loss)

ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ FUT

  • แผลเป็นจะเป็นลักษณะเส้นยาวตลอดแนวผมด้านหลัง ทำให้ไม่สามารถตัดผมสั้นได้
  • ไม่เหมาะกับอาชีพที่จำเป็นต้องตัดผมสั้นตลอด เช่น ทหาร ตำรวจ หรือคนในเครื่องแบบ
  • มีโอกาสเกิดแผลเป็นลักษณะนูนยืด(Hypertrophic scar/Stretched scar) ได้ในบางคน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเรื่องความมั่นใจได้
  • เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้เช่น การบาดเจ็บต่อเส้นประสารทระดับลึก การติดเชื้อรุนแรงบริเวณหนังศีรษะ

การปลูกผมวิธี FUE 

FUE ย่อมาจาก Follicular unit extraction เป็นวิธีการปลูกผมโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยจะมีการย้ายรากผมจากด้านหลังโดยใช้หัวเจาะขนาดเล็ก เจาะรากผมบริเวณท้ายทอยและดึงออกมาทีละกอ แล้วนำกราฟที่ได้มาปลูกยังบริเวณที่ต้องการ ลักษณะกราฟและการเตรียมพื้นที่ด้านหลังจากวิธี FUE สามารถแบ่งเป็นกระบวนการย่อยๆได้ดังนี้

  • ปลูกผมแบบโกน Shaven FUE

    คือการย้ายรากผมทีละกอ โดยตัดผมสั้นด้านหลังเป็นแถบใหญ่แล้วเจาะรากผมออกมาเป็นตอสั้นๆ(short hair)\

ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ Shaven FUE

  • แพทย์สามารถมองเห็นพื้นที่ด้านหลังแบบมุมกว้างได้ ทำให้การเจาะรากผมได้กระจายเท่ากันทุกบริเวณ มีความสม่ำเสมอ ทำให้แผลจะสวยกว่าในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการตัดผมสั้น เช่น อาชีพทหารตำรวจ และทรงผมสั้นรองทรง
  • ใช้ระยะเวลาในการเจาะรากผมสั้นที่สุดเมื่อเทียบกับการปลูกผม FUE แบบอื่น
  • ได้จำนวนกราฟปริมาณมาก เหมาะกับคนที่ต้องใช้กราฟเกิน 2000 กราฟขึ้นไป จึงเหมาะกับผู้ชายที่มีการร่นของผมที่มากและผู้หญิงเข้ารับการปลูกผมเพื่อวัตถุประสงค์ปรับกรอบหน้าซึ่งมักจะใช้กราฟปริมาณมากเกิน 2000 กราฟ
  • ปลูกได้ความหนาแน่นสูงสุด เนื่องจากกราฟที่ได้จะเป็นตอสั้นๆทำให้ปลูกได้ชิดกันมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถกำหนดทิศทางได้ง่ายกว่าส่งผลให้ผลลัพธ์แน่นใกล้เคียงผมธรรมชาติ
  • ดูแลทำความสะอาดหลังปลูกผมได้ง่ายกว่า ลดอัตราการติดเชื้อหลังปลูกผมได้

 ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ Shaven FUE

  • ต้องตัดผมสั้น ในกรณีผู้ชายแผลด้านหลังจะแห้งสนิทและรากผมเริ่มยาวมาปิดแผลด้านหลังภายใน 2 สัปดาห์, กรณีผู้หญิงทางเกศาคลินิกมีเทคนิคการตัดผมซ่อนแผลทำให้มองไม่เห็นแผลด้านหลัง สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ

Microstrip shaving  คือการตัดผมสั้นเป็นแถวเล็กๆ หลายๆแถว เป็นวิธีการที่ไม่แนะนำ เพราะระยะยาวจะเกิดรอยแผลเป็นจุดสีขาวเป็นขั้นหลายๆขั้น เมื่อตัดผมสั้นจะมองเห็นว่าผมมีการแหว่งหายไปเป็นขั้นบันไดหลายๆขั้น ทำให้มีข้อจำกัดในการตัดผมสั้นไปตลอด นอกจากนั้นยังทำให้งมีข้อจำกัดในการปลูกผมรอบที่2-3ในอนาคตอีกด้วยเพราะบริเวณผมด้านหลัง(Donor site) มีการย้ายรากผมไปปริมาณมากในแต่ละขั้นทำให้กราฟที่เหลือในการใช้ครั้งต่อไปจะบริหารได้ยากมากขึ้น แต่สามารถเลือกใช้วิธีการตัดผมแบบ Microstrip shaving ได้กรณีที่ใช้กราฟผมไม่เกิน 600-800 กราฟ”  (Reference : Jae Hyun Park, Practical guide to hair transplantation)

ปลูกผมfueMicrostrip shaving

  • ปลูกผมแบบไม่โกน Non-shaven FUE  

คือการย้ายรากผมทีละกอโดยไม่ต้องตัดผมสั้น รากผมที่ได้จะเป็นตอสั้นๆ(short hair)

ศึกษาเพิ่มเติม : ปลูกผมเทคนิค Non-shaven NNN

ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ Non-shaven FUE

  • เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการตัดผมสั้น
  • เหมาะกับคนที่ใช้กราฟปริมาณไม่มากไม่เกิน 2000 กราฟ
  • ปลูกได้ความหนาแน่นสูงเหมือนการปลูกแบบ Shave FUE เนื่องจากกราฟที่ได้จะเป็นตอสั้นๆทำให้ปลูกได้ชิดกันมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถกำหนดทิศทางได้ง่ายกว่าส่งผลให้ผลลัพธ์แน่นใกล้เคียงผมธรรมชาติ

ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ Non-shaven FUE

  • เป็นวิธีการปลูกผมที่ราคาแพงกว่า Shave FUE
  • ใช้ระยะเวลาในการทำนานกว่า Shave FUE
  • ไม่เหมาะกับคนที่ต้องใช้รากผมปริมาณมาก
  • เนื่องจากไม่ได้ตัดผมด้านหลัง ขั้นตอนการเจาะรากผมจึงทำได้ยากกว่าส่งผลให้กระจายตัวของแผลเป็นไม่ค่อยสม่ำเสมอ ต่างจากวิธีปลูกผม Shave FUE ที่แพทย์จะสามารถมองเห็นรากผมได้ทั้งหมดในมุมกว้างทำให้วางแผนการเจาะรากผมได้ดีกว่า
  • ปลูกผมแบบผมยาว Long hair FUE

คือการย้ายรากผมทีละกอโดยไม่ต้องตัดผมสั้น รากผมที่ได้จะเป็นผมเส้นยาว(Long hair)

ข้อดีของการปลูกผมถาวรแบบ Long hair FUE

  • ไม่ต้องตัดผม เหมาะกับคนที่ไม่สามารถตัดผมสั้นได้
  • ผู้รับบริการสามารถมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายได้ทันที (Finished look) ทำให้สร้างความพึงพอใจและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้รับบริการได้ค่อนข้างมาก
  • เหมาะกับคนที่ใช้กราฟปริมาณไม่มาก โดยทั่วไปแนะนำที่ไม่เกิน 1500 กราฟ เช่น กรณีปลูกผมปรับกรอบหน้าเล็กน้อย, กรณีปลูกผมทับรอยแผลเป็นพื้นที่ไม่มาก
  • แนะนำให้ใช้การปลูกผมแบบ Long hair FUE ในการปลูกคิ้วเพราะทำให้เห็นแนวโค้งของรากผมที่ถูกต้อง ผลลัพธ์จะดูธรรมชาติกว่าการปลูกคิ้วแบบ Shave FUE

ข้อเสียของการปลูกผมถาวรแบบ Long hair FUE

  • เป็นวิธีการปลูกผมที่ราคาแพงที่สุด เนื่องจากต้องใช้เวลานานและมีความยากในทุกกระบวนการ
  • ไม่เหมาะกับคนที่ใช้กราฟปริมาณมาก
  • ใช้ระยะเวลาในการทำนานที่สุด โดยใช้เวลาประมาณ 3 เท่าของการเจาะรากผมแบบ Shave FUE
  • ความหนาแน่นที่ได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับการปลูกผม FUE แบบอื่น ดังนั้นหากอัตราการรอดของกราฟน้อยลงอีกจะยิ่งทำให้ผลลัพธ์ตอนผมยาวแล้วที่ 1ปีดูบางไม่แน่นเท่าผมธรรมชาติ
  • การดูแลทำความสะอาดหลังปลูกผมต้องใช้ความระมัดระวังสูง เพราะกราฟผมที่ยาวอาจพันกันทำให้กราฟหลุดได้ในช่วง 3 วันแรก
  • หลังปลูกผม 2 สัปดาห์ กราฟผมที่ปลูกก็เกิดการผลัดผมหรือที่เรียกว่า ภาวะ shock loss ได้เช่นเดียวกับวิธีการปลูกผมแบบอื่นๆ

แผล เป็น

ปลูกผมวิธีใดดีที่สุด?

การปลูกผมไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด แต่ละวิธีมีข้อดีในตัวและมีข้อจำกัดเช่นกัน ดังนั้นจะปลูกผมวิธีไหนดี ขึ้นกับความต้องการและต้องดูข้อจำกัดและความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย(Individual)  และไม่ใช่การปลูกวิธีการเดียวกันจะได้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกที่ เพราะผลลัพธ์ขึ้นกับความชำนาญของแต่ละคลินิก, การออกแบบแนวผม, เทคนิคการเจาะรากผม, การเลือกใช้เครื่องเจาะรากผม, การเก็บรักษากราฟที่อยู่นอกร่างกาย, การตกแต่งรากผมรวมไปถึงรายละเอียดของการวางทิศทางรากผมโดยแพทย์ ทุกรายละเอียดล้วนมีผลกับอัตราการรอดและความสวยงามของกราฟทั้งสิ้น

“ สิ่งที่ต้องทราบก่อนปลูกผมคือ รากผมเป็นทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด การปลูกผมคือกระบวนการปลูกถ่ายรากผมซึ่งต้องอาศัยความชำนาญ ไม่เช่นนั้นรากผมที่ย้ายออกมาจะไม่รอด ทำให้สูญเสียรากผมไปถาวร ดังนั้นการปลูกผมไม่ควรเปรียบเทียบแค่ ปลูกผมราคาถูก เท่านั้น ควรพิจารณาหลายๆด้านก่อนตัดสินใจปลูกผม เน้นดูผลลัพธ์ตอนยาวแล้วมากกว่าการดูผลลัพธ์หลังปลูกทันที “

เกศาคลินิก เป็นศูนย์ปลูกถ่ายรากผมครบวงจร ดังนั้นผลลัพธ์การปลูกผมจึงเป็นสิ่งที่เกศาให้ความสำคัญอย่างมาก  เกศามีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์การปลูกผมมากกว่า 5 ปี การันตรีประสบการณ์ด้วยสมาชิกองค์กรปลูกผมระดับนานาชาติดังนี้

  • Fellow member of World FUE Institute (WFI)
  • Full member of The Asian Association Of Hair Restoration Surgeons (AAHRS)
  • Member of FUE ASIA

ด้วยประสบการณ์ปลูกผมที่ยาวนาน เกศาจึงได้พัฒนาเทคนิคปลูกผมเฉพาะตัวขึ้นมาเรียกว่าเทคนิค NNN ซึ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ล่าสุดเข้ามาร่วมในการปลูกผมไม่ว่าจะเป็นเครื่องเจาะรากผม น้ำยาแช่กราฟ นวัตกรรมเลเซอร์สีเหลืองเพื่อให้ “ผมปลูกขึ้นเป็นธรรมชาติ ผมงอกมากกว่า 95% แทบจะมองไม่เห็นแผลเป็น แผลหายได้ใน 3 วัน” หลังปลูกผมมีการนัดติดตามดูแลหลังปลูกผมต่อเนื่องตลอด 18 เดือนและมีรับประกันผลลัพธ์ให้ทุกราย เกศาคลินิกไม่มีพนักงานขาย การปลูกผมจะเป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างคนไข้และแพทย์เท่านั้น มีการตรวจส่องกล้องเพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุผมร่วง และวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าการปลูกผมที่เกศาจะเป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม : ปลูกผมเทคนิค NNN นวัตกรรมใหม่แห่งการปลูกผม