kesahair.com

PRF

PRF

PRF ย่อมาจาก Platelet-Rich Fibrin ซึ่งเป็นการนำเลือดของคนไข้ไปปั่นด้วยความเร็วเฉพาะ เพื่อแยกส่วนของเลือดที่เรียกว่าไฟบรินที่อุดมไปด้วย เกล็ดเลือดเข้มข้น,เม็ดเลือดขาว, สเต็มเซลล์ นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

PRF ฉีดPRF PRF ฉีดPRF

ช่วยรักษาผมบางได้อย่างไร

PRF ประกอบไปด้วย เสต็มเซลล์ เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดเข้มข้นที่ทำหน้าที่ปลดปล่อย growth factor ออกมาซึ่งจะช่วยในการฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์รากผมที่อ่อนแอ ให้กลับมาแข็งแรง อีกทั้งยังกระตุ้นการงอกของเส้นเลือดใต้หนังศีรษะ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น  แต่ในกรณีที่รากผมปิดไปแล้ว จะไม่สามารถใช้รักษาได้

PRF ฉีดPRF

ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน

แนะนำฉีดเดือนละ 1 ครั้ง จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อฉีดต่อเนื่อง 6 ครั้ง หลังจากได้ผลที่พึงพอใจแนะนำฉีดบำรุงทุกๆ 3-6 เดือนเพื่อบำรุงรากผมให้แข็งแรงไปตลอด

ฉีดบำรุงรากผมด้วย Vital injector ดีอย่างไร

Vital injector เป็นอุปกรณ์สำหรับการฉีดสารที่ต้องการเข้าไปยังชั้นใต้ผิวหนัง ตัวเครื่องมีระบบสุญญากาศ (Vacuum) ช่วยดึงผิวหนังให้แนบกับตัวเข็ม สามารถตั้งค่าปรับความลึกของเข็มได้ละเอียดระดับมิลลิเมตรและกำหนดปริมาณยาที่ออกมาแต่ละครั้งได้ ทำให้สารที่ฉีดถูกส่งไปยังชั้นผิวหนังระดับที่ต้องการได้อย่างแม่นยำกว่าการฉีดด้วยมือ

โปรแกรม PRF matrix ของทางคลินิก เลือกใช้เครื่อง Vital injector3 รุ่นใหม่ล่าสุดในการฉีดบำรุงรากผม

ซึ่งประโยชน์นอกเหนือจากที่กล่าวมาด้านบนแล้ว ยังมีความพิเศษเฉพาะของหัวเข็มที่ใช้ฉีดดังนี้

  • มี 9 เข็มต่อการฉีด 1 จุด ทำให้ที่ฉีดกระจายไปยังรากผมอย่างทั่วถึง  

  • เทคนิคการฉีดแบบนี้จะทำให้เกิดการบาดเจ็บระดับตื้นๆทั่วหนังศีรษะ เรียกว่า “Microtrauma”  เมื่อเกิดการบาดเจ็บ ร่างกายจะหลั่งสารที่เรียกว่า growth factor ชนิดต่างๆออกมา ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมรากผมที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง กระตุ้นให้มีการงอกใหม่ของเส้นผม กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดใต้หนังศีรษะ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ที่ฉีดไปออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นอีกด้วย

PRF ต่างจาก PRP อย่างไร

  • กระบวนการปั่น ไม่มีการเติมสารกันเลือดแข็งตัว ทำให้เกิดกระบวนการสร้างไฟบรินตามธรรมชาติ

  • มีความเข้มข้นของ growth factor (TGF-B, VEGF, IL-B) ที่สูงกว่า PRP 

  • มีส่วนประกอบของ ไฟบริน ที่ทำหน้าที่เก็บกัก growth factor ในตัวของมันเอง (Fibrin matrix) จึงทำให้สามารถปลดปล่อย growth factor ในปริมาณที่มากกว่าและปล่อยออกมาอย่างช้าๆ ทำให้การออกฤทธิ์ของ growth factor ยาวนานกว่า(ออกฤทธิ์สูงสุดที่ 7 วัน ) ส่วนPRPจะปลดปล่อย growth factor ออกมาทันที ทำให้หมดฤทธิ์ไวกว่า(ออกฤทธิ์สูงสุด 8 ชั่วโมง) 

  • กระบวนการปั่นของจะใช้แรงปั่นที่ต่ำ(Low G force)  ทำให้เกิดความเสียหายต่อเกล็ดเลือดน้อยกว่า 

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษาด้วยวิธี PRF- Matrix

ข้อห้ามในการรักษา

  1. ผู้ป่วยโรค HIV,ไวรัสตับอักเสบB/C

  2. ผู้ป่วยโรคมะเร็งระบบโลหิตและน้ำเหลือง 

  3. ผู้มีความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือดและความผิดปกติของเกล็ดเลือด เกล็ดเลือดต่ำ

  4. ผู้ป่วยที่กาลังรับการรักษาด้วยเคมีบาบัด 

  5. มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือ ติดเชื้อรุนแรง 

  6. ผู้ที่มีโรคทางภูมิคุ้มกันต่อตนเอง (autoimmune)

  7. ผู้ป่วยที่ทานยาละลายลิ่มเลือด 

  8. สตรีมีครรภ์ หรือคุณแม่ที่ต้องให้นมลูก

  9. ผู้ที่แพ้ยาชา จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง

    PRP DPcell PRP DPcell

การเตรียมตัวก่อนทำ 

  1. ดื่มน้ำอย่างน้อย 2-3 ลิตร/วัน เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดมีความข้นหนืด 

  2. งดรับประทานอาหารกลุ่มไขมัน ชีส นม เนย ของทอด อย่างน้อย  2 ชั่วโมงก่อนมาทำ

  3. งดสูบบุหรี่ก่อนทำ หรือจำกัดการสูบ 3 มวน/วัน

  4. พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง

  5. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วัน

  6. สระผมและเป่าให้แห้งก่อนมาคลินิก

  7. ถ้ามีการทานยาในกลุ่มแก้อักเสบ (NSAID’s) เช่น Brufen, Voltaren, Arcoxia ,Celebrex ซึ่งไปรบกวนไขกระดูกในการผลิตเกล็ดเลือดที่มีคุณภาพ ควรหยุดยากลุ่มนี้ก่อน 7-10 วัน และยากลุ่ม steroid  ต้องหยุดอย่างน้อย 2 สัปดาห์

    PRP DPcell PRP DPcell

ข้อปฏิบัติหลังทำ 

  1. ผลข้างเคียงอาจมีอาการอักเสบ จากการฉีด  หากมีอาการปวดสามารถประคบเย็นและทานยาแก้ปวดได้

  2. งดสระผมและงดทาเซรั่ม 1 วัน 

  3. ไม่ขยี้ นวด หรือเกาศีรษะแบบรุนแรง รวมไปถึงการเช็ดผมควรทำอย่างเบาๆ 

  4. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหนังศีรษะที่อ่อนโยน เช่น ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน 5-7 วัน 

  5. อาจมีผมร่วงหลังฉีด จากการผลัดผม จะหยุดร่วงและเกิดผมงอกใหม่หลังรักษาต่อเนื่อง

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

https://www.kesahair.com

https://www.facebook.com/kesaclinic

 

error: Content is protected !!