kesahair.com

ยาคุมกำเนิดทำให้ผมร่วงได้หรือไม่?

       สาวๆ หลายคนคงมีประสบการณ์การใช้ยาคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อคุมกำเนิด หรือใช้รักษาโรค เช่น รักษาสิวระดับรุนแรง ใช้ปรับฮอร์โมนในโรคเกี่ยวกับระบบสูตินรีเวช ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดที่เกิดขึ้นจะขึ้นกับว่าเป็นยาคุมกำเนิดชนิดใด บางคนเมื่อใช้ยาคุมกำเนิดอาจเจอปัญหาผมร่วงผิดปกติได้ นั่นเป็นเพราะยาคุมกำเนิดส่งผลต่อฮอร์โมนของร่างกายทำให้มีผลกับวงจรของรากผมนั่นเอง วันนี้ #Kesahair จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ปัญหากันค่ะ

  • วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม

ก่อนอื่นต้องเข้าใจวงจรของรากผมเบื้องต้นก่อน ปกติรากผมของมนุษย์จะมีอยู่ 3 ระยะ ดังนี้ 

  • Anagen phase  ระยะเติบโต  มีประมาณ 90% เป็นระยะรากผมที่มีอายุเฉลี่ย 3 ปี
  • Catagen phase ระยะหยุดเติบโต มีไม่เกิน 1% เป็นระยะรากผมที่มีอายุ 2-3 สัปดาห์
  • Telogen phase ระยะหลุดร่วง มีประมาณ 10 % เป็นระยะรากผมที่มีอายุขัยประมาณ 3 เดือนแล้วค่อยหลุดร่วงไป ดังนั้นในแต่ละวันจะมีผมร่วงประมาณ 50-100 เส้นเป็นเรื่องปกติ
  • ความเชื่อมโยงระหว่างยาคุมกำเนิดกับผมร่วง

ผมร่วงในระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิด

       ยาคุมกำเนิดบางชนิดเมื่อรับประทานต่อเนื่องทำให้ผมร่วงได้มากขึ้น เนื่องจากยาคุมมีปริมาณโปรเจสตินที่สูง ซึ่งโดยปกติฮอร์โมนโปรเจสตินจะสามารถออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าแอนโดรเจน (androgenic effects) ทำให้มีการแสดงออกคล้ายเพศชายเช่น สิว ขนบริเวณหนวดเข้ม และผมร่วงนั่นเอง ดังนั้นหากใครมีปัญหาผมร่วงหลังจากการใช้ยาคุมที่มีโปรเจสตินสูง หมอแนะนำลองปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนกลุ่มยาคุมกำเนิดดูค่ะ

ผมร่วงในช่วงที่เริ่มใช้ยาคุมกำเนิด และ หลังหยุดยาคุมกำเนิด

       ในช่วงแรกที่เริ่มใช้ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ร่างกายจะมีการปรับตัวทำให้วงจรการงอกของผมเปลี่ยนไปดังนี้ รากผมระยะเติบโต (Anagen Phase) เปลี่ยนเป็นผมระยะหลุดร่วง (Telogen Phase) มากขึ้น ทำให้ปริมาณผมที่ร่วงในแต่ละวันสูงกว่าปกตินั่นเอง เรียกภาวะนี้ว่า ผมร่วงทั้งศีรษะจากมีสาเหตุกระตุ้น(Telogen effluvium)

       ส่วนผมร่วงหลังหยุดยาคุมกำเนิดเป็นนภาวะที่เจอได้บ่อยกว่าโดยกลไกการเกิดผมร่วงเกิดจากร่างกายหลังจากที่มีการรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่อง เมื่อหยุดใช้ยาคุมกำเนิดจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างทันที ส่งผลให้เกิดภาวะผมร่วง  Tologen Effluvium เช่นเดียวกับที่อธิบายไปข้างต้นนั่นเอง

 “ ส่วนใหญ่ผมร่วงจากการเริ่มยาคุมกำเนิดและหลังหยุดยาคุมกำเนิดไม่ได้เป็นอันตรายและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยทั่วไปเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวได้แล้วผมจะกลับเข้าสู่วงจรปกติและสามารถหายได้เอง แต่ในบางกรณีที่คนไข้มีปัญหาผมบางเดิมอยู่แล้ว เช่นผมบางพันธุกรรม ผมร่วงจากโรคประจำตัว การที่ผมร่วงมากขึ้นจากการใช้ยาคุมกำเนิด อาจส่งผลให้อาการผมร่วงผมบางเป็นมากขึ้น สร้างความกังวลให้คนไข้อย่างมาก ดังนั้นหากสาวๆที่มีปัญหาผมร่วงผมบางอยู่แล้ว ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษแนะนำปรึกษาคุณหมอและเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาคุมกำเนิด และหากมีปัญหาผมร่วงผมบางหลังใช้ยาคุมกำเนิดแนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของปัญหาว่าเกิดจากการทานยาคุม กรรมพันธุ์ หรือเกิดจากสาเหตุอื่นๆหรือไม่ ”

  • วิธีการดูแลตัวเองเมื่อเกิดภาวะผมร่วงจากยาคุมกำเนิด

       แม้ว่าอาการผมร่วงจากยาคุมกำเนิดจะไม่ได้รุนแรงมาก แต่การที่ผมร่วงมากขึ้นในทุกวันสามารถส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ การปฏิบัติตัวในช่วงที่มีความเครียดจากภาวะผมร่วง ควรเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพจากภายในก่อน เช่น การรับประทานวิตามิน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ สดใหม่ เช่น ผักและผลไม้ที่อุดม วิตามิน แร่ธาตุ และอย่าลืมรับประทานโปรตีนและแคลอรี่ให้เพียงพอก็มีส่วนช่วยป้องกันภาวะผมร่วงได้ 

       ความเครียดทำให้ผมร่วงได้ เพราะความเครียดส่งผลให้รากผมระยะ Anagen Phase หยุดการเจริญติบโต ดังนั้นพยายามลดความเครียดให้น้อยที่สุด สุดท้ายหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายเส้นผม อาทิ การใช้ความร้อนที่รุนแรง การใช้สารเคมี การจัดแต่งทรงผม หรือการปฏิบัติอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อเส้นผม และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อเส้นผม  จะช่วยส่งผลลดการหลุดร่วงได้เช่นกัน

  • วิธีการรักษาภาวะผมร่วงจากยาคุมกำเนิด

       หากใครกำลังมีปัญหาผมร่วงจากการใช้ยาคุมกำเนิด โดยอาการไม่ดีขึ้นเอง แนะนำพบแพทย์เพื่อรับการรักษาดังนี้

  • เปลี่ยนชนิดยาคุมกำเนิด

       หากสาเหตุของผมร่วงเกิดจากยาคุมกำเนิด แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนชนิดยาคุมกำเนิด หรืออาจจะแนะนำให้เปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดแบบที่ไม่ใช้ฮอร์โมนแทน เช่น ถุงยางอนามัย 

  • รับประทานวิตามินบำรุงผมและใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน

       แนะนำวิตามินบำรุงผมเช่น ซิงค์ ไบโอติน และธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยให้รากผมแข็งแรงและทำให้วงจรการงอกของเส้นผมกลับมาปกติเร็วขึ้นได้  ในช่วงผมร่วงหมอแนะนำให้เลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสารก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอม ซิลิโคน พาราเบน ซัลเฟต ก็จะช่วยถนอมหนังศีรษะและไม่ทำให้ผมร่วงเพิ่มเติมจากการแพ้แชมพูได้

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากรากโสม

       โสมมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของหนังศีรษะ กระตุ้นการทำงานของ DP cell (Dermal papilla cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สำคัญในการงอกของเส้นผม ช่วยยืดอายุผมระยะเติบโตให้นานขึ้น และยังช่วยยับยั้งฮอร์โมนเพศชายDHT บริเวณรากผม ส่งผลให้ผมร่วงน้อยลง

  • Minoxidil รูปแบบทา/ทาน

       กรณีผมร่วงไม่ดีขึ้นเอง และมีปัญหาร่วงจนเกิดภาวะผมบาง แนะนำใช้การรักษาด้วยยากลุ่ม Minoxidil ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระตุ้นการเกิดใหม่ของรากผมระยะเติบโต (Anagen phase) และยืดอายุให้ผมระยะเติบโตอยู่ได้นานมากขึ้น ส่งผลให้กระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดผมร่วงได้

  • PRP/PRF/PLACENTECH

       ปัจจุบันมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการใช้โกรทแฟคเตอร์สกัดไม่ว่าจะสกัดจากเลือดของคนไข้เองเช่น PRP/PRF matrix หรือสกัดจากห้องปฏิบัติการ เช่น PLACENTECH สามารถช่วยฟื้นฟูรากผมที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง และช่วยลดผมร่วงได้

       แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำLow level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

error: Content is protected !!