kesahair.com

ผมร่วงหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

       หลังจากที่ทั่วโลกเผชิญกับปัญหาการระบาดของโรคโควิด19 มานานกว่า 2 ปี หลายคนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด19 มีปัญหาผมร่วงผิดปกติ บางคนผมบางลงอย่างชัดเจน จึงมีคำถามมากมายว่าภาวะผมร่วงเกี่ยวข้องกับวัคซีนที่ฉีดหรือไม่ บทความนี้หมอจะสรุปความสัมพันธ์ของวัคซีนโควิด19 กับภาวะผมร่วงผิดปกติที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ให้อ่านกันค่ะ

ภาวะผมร่วงหลังฉีดวัคซีนโควิด19 มี 2 สาเหตุ ดังนี้

1. ผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areata)

       ผมร่วงเป็นหย่อมเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ไปทำลายเซลล์รากผมของตัวเอง (Autoimmunity) เชื่อว่าวัคซีนโควิด19 มีกระบวนการเลียนแบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันต้านตนเองทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบที่บริเวณเซลล์รากผม ส่งผลให้เกิดผมร่วงเป็นหย่อมแบบฉับพลัน อาจจะมีหย่อมเดียว หรือหลายๆหย่อมก็ได้  ในบางรายหากเป็นรุนแรงผมจะร่วงทั่วศีรษะ เรียกว่า alopecia totalis 

       มักเกิดกับบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมอยู่แล้ว เมื่อรับการฉีดวัคซีนจึงไปกระตุ้นให้ตัวโรคที่ซ่อนอยู่แสดงอาการออกมาได้, ในบางรายที่เคยเป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อมมาก่อนรักษาหายแล้ว ก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดผมร่วงเป็นหย่อมซ้ำได้อีก หรือผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่กำลังเป็นอยู่อาจจะมีอาการมากขึ้นหลังฉีดวัคซีนโควิด19 โดยอาจจะเกิดภาวะผมร่วงเป็นหย่อมตั้งแต่วัคซีนเข็มแรก หรือเป็นจากเข็มกระตุ้นถัดๆไปก็ได้

       ในบางรายที่เป็นโรคนี้ เส้นผมอาจไม่ได้หายไปเป็นหย่อม แต่ผมจะร่วงและบางลงทั่วๆ ศีรษะ เรียกว่า Diffuse alopecia areata และ Alopecia areata incognita ซึ่งทำให้การวินิจฉัยทำได้ยาก ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและการตรวจร่างกายด้วยกล้องส่องรากผมโดยเฉพาะ

2. ผมร่วงทั่วศีรษะฉับพลัน (Acute Telogen effluvium)

       คือภาวะผมร่วงฉับพลันหลังจากที่ร่างกายเจอสิ่งกระตุ้น แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวัคซีนโควิด19 กระตุ้นให้เกิดผมร่วงทั่วศีรษะผ่านกลไกใด แต่สันนิษฐานว่าวัคซีนโควิด19 อาจจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เลียนแบบการติดเชื้อโควิด ส่งผลให้ผมระยะเติบโตเปลี่ยนเป็นผมระยะหลุดร่วงทันที ทำให้เกิดภาวะผมร่วงฉับพลันภายใน 1-3 เดือนหลังได้รับวัคซีนโควิด โดยอาจจะเกิดภาวะผมร่วงตั้งแต่วัคซีนเข็มแรก หรือเป็นจากเข็มกระตุ้นถัดๆไปก็ได้ ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะเดียวกับผมร่วงหลังคลอดและผมร่วงหลังการติดเชื้อโควิด19 นั่นเองโดยผมจะร่วงเยอะผิดปกติ โดยร่วงได้ถึงวันละ 150-700 เส้น ทำให้ผมดูบางลงทั่วทั้งศีรษะ 

“ ผมร่วงเป็นหย่อม และ ผมร่วงทั่วศีรษะ วินิจฉัยได้โดยการตรวจร่างกายด้วย กล้องส่องรากผม Trichoscope”

การรักษาผมร่วงจากการฉีดวัคซีนโควิด-19

1. ผมร่วงเป็นหย่อม(Alopecia areata)

  • ผมร่วงเป็นหย่อมสามารถหายเองภายใน 6 เดือน กรณีที่ผมร่วงบริเวณกว้างมักไม่หายเองต้องได้รับการรักษา
  • การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับความรุนแรงของตัวโรคและดุลพินิจของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น
    • การฉีดยาบริเวณรอยโรค ทุก 4 – 6 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการรักษาหลักในรายที่เป็นไม่มา
    • ทายากลุ่มสเตียรอยด์ที่มีความแรงระดับปานกลางขึ้นไป
    • ทายากระตุ้นรากผม 3-5% Minoxidil lotion
    • ทายากดภูมิคุ้มกัน เช่น anthralin, DPCP
    • การฉายแสง UVA
    • การรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในรายที่เป็นรุนแรง

2. ผมร่วงทั่วศีรษะฉับพลัน (Acute Telogen effluvium)

       หากผมร่วงทั่วศีรษะหลังฉีดวัคซีนโควิด19 เป็นนานเกิน 6 เดือนหรือผมร่วงรุนแรงจนผมบาง แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุผมร่วงอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ เช่นโรคไทรอยด์ โรคโลหิตจาง ภาวะพร่องธาตุเหล็ก โรคแพ้ภูมิตัวเอง

       งานวิจัยพบว่าคนที่มีปัญหาผมร่วงทั่วศีรษะ Telogen effluvium มักมีปัญหาพร่องธาตุเหล็กร่วมด้วย ดังนั้นแนะนำรับประทานวิตามินบำรุงผมที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อรากผมอื่นๆ เช่น ซิงค์ ไบติน จะช่วยให้วงจรการงอกของเส้นผมกลับมาปกติเร็วขึ้นได้  

       ในช่วงผมร่วงหมอแนะนำเลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสารก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอม ซิลิโคน พาราเบน ซัลเฟต ก็จะช่วยถนอมหนังศีรษะและไม่ทำให้ผมร่วงเพิ่มเติมจากการแพ้แชมพูได้

  • Minoxidil รูปแบบทา/รับประทาน

       กรณีผมร่วงไม่ดีขึ้นเอง และมีปัญหาร่วงจนเกิดภาวะผมบาง แนะนำใช้การรักษาด้วยยากลุ่ม Minoxidil ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระตุ้นการเกิดใหม่ของรากผมระยะเติบโต(Anagen phase)และยืดอายุให้ผมระยะเติบโตอยู่ได้นานมากขึ้น ส่งผลให้กระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดผมร่วงได้

       ปัจจุบันมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการใช้โกรทแฟคเตอร์สกัดไม่ว่าจะสกัดจากเลือดของคนไข้เองเช่น PRP/PRF matrix หรือสกัดจากห้องปฏิบัติการ เช่น PLACENTECH สามารถช่วยฟื้นฟูรากผมที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง และช่วยลดผมร่วงได้

       แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำLow level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์

เอกสารวิชาการอ้างอิง : https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/dth.15433 

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

โรคผมบางศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ หรือ โรคหัวล้าน

โรคผมบางศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ หรือ โรคหัวล้าน

       โรคผมบางศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ มีชื่อทางการแพทย์ว่า androgenic alopecia  พบในคนที่มีพันธุกรรมผมบางในครอบครัว โดยเฉพาะฝ่ายมารดา เริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยฮอร์โมนเพศชายชื่อว่า DHT จะไปทำลายรากผมที่แข็งแรง ทำให้เส้นผมมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายรูขุมขนปิด เกิดเป็นภาวะศีรษะล้านในที่สุด

       โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ต้องรักษาอย่างเนื่องเพื่อชะลอภาวะศีรษะล้านให้นานที่สุด สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยา ซึ่งจะช่วยยับยั้งฮอร์โมน DHT ที่มาทำลายรากผม ทำให้คงสภาพเส้นผมให้แข็งแรง ไม่หลุดร่วงจนล้านตามกรรมพันธุ์ หากต้องการมีเส้นผมที่แข็งแรงตลอด แนะนำบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง  หากหยุดรักษาอิทธิพลของกรรมพันธุ์ก็จะทำให้ผมกลับมาร่วงและบางอีก หากไม่รักษาเลยผมก็จะค่อยๆบางลงและล้านในที่สุด สุดท้ายจะเหลือแค่ผมบริเวณแถบด้านหลังที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมนเพศชาย DHT

ระยะของโรคผมบางศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์

       ระยะของโรคผมบางมี 7 ระยะ หรืออาจจะแบ่งง่ายๆเป็น 4 ประเภทตามรูปแบบการเริ่มล้านของศีรษะ ดังนี้ Type A จะค่อยๆล้านจากบริเวณด้านหน้าร่นขึ้นไปเรื่อยๆ คล้ายๆผมทรงแมนจู, Type O คือผมเริ่มบางจากตรงกลางศีรษะ ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เรียกกันว่า ผมบางไข่ดาว, Type M คือผมจะเริ่มบางจากง่ามผมทั้ง2 ข้าง ขยับลึกขึ้นไปเรื่อยๆคล้ายตัว M, Type O+M คือผมจะเริ่มบางพร้อมๆกันทั้งบริเวณตรงกลางศีรษะและตรงง่ามผม

การรักษา

  • การรักษาด้วยการรับประทานยา 

       รับประทานยาที่ลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชาย DHT  โดยยาที่มีงานวิจัยรองรับและผ่านการรับรองว่าช่วยรักษาโรคผมบางกรรมพันธุ์ได้คือยา Finasteride วันละ1 มิลลิกรัม ร่วมกับการทายาหรือรับประทานยากลุ่ม Minoxidil ที่มีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณหนังศีรษะ ทำให้ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมและช่วยเสริมฤทธิ์กับยา Finasteride นั่นเอง ส่วนการรักษาเสริมอื่นๆ คือการรับประทานวิตามินที่มีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดผมร่วง   

       แชมพูที่แนะนำในคนไข้โรคนี้คือ 2% คีโตโคนาโซลแชมพู เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าช่วยลดการอักเสบบริเวณหนังศีรษะ ลดความมันส่วนเกิน และที่สำคัญคือลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายบริเวณรากผมได้อีกด้วย แนะนำสระฟอกบริเวณหนังศีรษะทิ้งไว้ 3-5 นาทีให้ยาออกฤทธิ์และล้างออก ความถี่ในการใช้ 2-4 ครั้ง/สัปดาห์ไปตลอดการรักษา

  • นวัตกรรมบำรุงรากผมด้วย Growth factor 

       สำหรับบางรายที่รักษาด้วยการทายาหรือรับประทานยาและยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการอีกทางเลือกที่สามารถทำควบคู่กับการรักษาหลักคือ PRP/PRF ซึ่งเป็นนวัตกรรมบำรุงรากผมโดยการสกัดเกล็ดเลือดเข้มข้นจากพลาสมา ที่จะทำให้ได้สาร Growth factor จากเลือดของคนไข้เอง แล้วนำมาฉีดบริเวณผมที่บาง โดยการฉีด PRP/PRFเป็นที่ยอมรับและมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาปัญหาผมร่วงได้

       อีกนวัตกรรมเฉพาะที่คลินิกเวชกรรมเกศาคือ PLACENTECH ซึ่งเป็นการสกัด Growth factor จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ได้ Growth factor ที่มีความเข้มข้นสูง ผ่านมาตรฐานการแพทย์ นำมาฉีดยังบริเวณที่มีปัญหาผมบาง

แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำLow level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์ แนะนำทำควบคู่กับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐาน

  • การรักษาด้วยการปลูกผมถาวร

       คือการย้ายรากผมบริเวณท้ายทอย ที่ไม่มีตัวรับฮอร์โมนเพศชายมาปลูกบริเวณที่ต้องการ หลังปลูกผม ผมที่ย้ายมาจะค่อนข้างทนต่อฮอร์โมน DHT แต่ผมส่วนที่ไม่ได้ปลูกจะยังบางต่อเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ดังนั้นหลังปลูกผมในกรณีผมบางกรรมพันธุ์ ต้องแนะนำให้คนไข้ทานยาต่อเนื่องเพื่อคงสภาพผมไปตลอด

  • การสักอณูไรผม Kesa Ink Transplantation (KIT)

       เป็นการฝังสีทางการแพทย์ลงบนหนังศีรษะ เลียนแบบตอผมทีละจุดๆ เหมาะกับคนไข้ที่ศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ระยะ 6-7 ที่แพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถปลูกผมได้ หรือในรายที่ผมบางแต่ยังไม่ล้าน ก็สามารถรับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานร่วมกับการทำ KIT ได้เช่นกัน 

       ปกติแล้วในคนไข้ผมบาง การรักษาตามมาตรฐานต้องใช้เวลา 6 เดือนขึ้นไปกว่าจะเห็นผลลัพธ์ ทำให้คนไข้บางรายที่ผมบางมาก ไม่มีความมั่นใจในการใช้ชีวิต กรณีนี้หมอจะแนะนำทำ KIT ควบคู่กับการรักษาหลัก การฝังเม็ดสีเป็นวิธีที่เห็นผลเร็ว ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ได้ทันที แต่การรักษาตามตัวโรคก็ยังต้องทำควบคู่กันเพื่อไม่ให้ผมบางมากขึ้นเรื่อยๆจนล้านนั่นเอง

เป้าหมายของการรักษาโรค

       จุดประสงค์ของการรักษาโรคคือการคงสภาพเส้นผมให้มีการเจริญเติบโตปกติ ชะลอการปิดของรูขุมขนให้นานที่สุด เส้นผมที่บางนั้น แปลว่ายังมีรูขุมขนอยู่ คนไข้ต้องคอยบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นเส้นผมจะค่อยๆบางลงเรื่อยๆจนล้านไปตามอิทธิพลของพันธุกรรม รูขุมขนส่วนที่ปิดไปแล้วจะไม่สามารถทำให้กลับมางอกได้อีก ในกรณีเกิดพื้นที่ล้านจะใช้การปลูกผม

“คำถามของคนไข้โรคนี้คือ ต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหนและหยุดรักษาผมจะกลับมาบางหรือไม่ คำตอบคือ โรคผมบางนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นคนไข้ต้องคอยบำรุงรักษาไปตลอด หากหยุดรักษาผมก็จะกลับมาบางตามเดิม หากปล่อยทิ้งไว้นานๆรูขุมขนก็จะปิดจนเกิดพื้นที่ล้านในที่สุด”

       โรคผมบางกลางศีรษะ ไม่สามารถรักษาได้ด้วยแชมพูหรือเซรั่มตามท้องตลาด มีคนไข้หลายรายลองผิดลองถูกกับการรักษาด้วยตนเอง จนผมที่บางกลายเป็นศีรษะล้าน ทำให้ไม่สามารถรักษาได้แล้ว  ดังนั้นหากใครเป็นโรคนี้ หมอแนะนำว่าควรรีบรักษากับแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อคงสภาพเส้นผมให้แข็งแรง เพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นและวัยกลางคน กรณีอายุมากและพิจารณาแล้วว่าภาวะผมบางไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ค่อยหยุดรักษาและปล่อยให้ผมบางไปตามพันธุกรรมที่ควรจะเป็นก็ได้ค่ะ

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

ผมบางกลางศีรษะในผู้หญิง (Female Pattern Hair Loss)

       ผมบางกลางศีรษะในเพศหญิง เป็นโรคผมบางชนิดหนึ่ง ทางการแพทย์เรียกว่า  Female patten hair loss  หรือที่เรียกว่า ผมบางที่มีรูปแบบเฉพาะในเพศหญิง หรือบางชื่อเรียกว่า ผมบางพันธุกรรม  โดยโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายๆสาเหตุรวมกัน, พันธุกรรมผมบางศีรษะล้านในครอบรัว, ภาวะฮอร์โมนเพศชายสูง(Hyperandrogenism) เช่น โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS, เนื้องอกที่รังไข่, เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต หรืออาจไม่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชายก็ได้

การดำเนินของโรค

เริ่มแสดงอาการผมบางได้ 2 ช่วงอายุดังนี้

  • Early onset คือภาวะผมบางเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุน้อย มักเริ่มมีอาการผมบางในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุจากภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่นโรคโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS, บางรายไม่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายเกินแต่มีประวัติพันธุกรรมผมบางที่รุนแรง เช่น คนในครอบครัวศีรษะล้านหรือผมบางตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนกัน
  • Late onset คือภาวะผมบางเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่มีสาเหตุ ไม่ค่อยพบว่ามีภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน และไม่จำเป็นต้องมีประวัติผมบางทางพันธุกรรมก็ได้

อาการ

ส่วนใหญ่ผมจะบางทั่วๆตรงกลางศีรษะโดยแนวผมบริเวณหน้าผากยังปกติ ยกเว้นกรณีผมบางแบบผู้ชาย (frontal type) จะมีผมบางบริเวณง่ามผม ในบางรายอาจมีผมบางมาถึงโซนผมด้านหน้าร่วมด้วยลักษณะคล้ายต้นคริสมาส (Christmas tree pattern) 

กรณีผมบางในผู้หญิงทุกรายต้องเจาะเลือดเพื่อแยกโรคที่สามารถทำให้ผมบางได้เสมอ เช่น ภาวะโลหิตจาง, โรคไทรอยด์ต่ำ, ไทรอยด์เป็นพิษ, โรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคซิฟิลิส, กรณีประจำเดือนมาไม่ปกติต้องอัลตร้าซาวด์เพื่อหาโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS ร่วมด้วย

การรักษา

 

  • Minoxidil รูปแบบทา และ รูปแบบรับประทาน Very low dose

ตัวยา Minoxidil ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดใต้หนังศีรษะ และยืดอายุผมระยะเติบโตได้ ทำให้ผมร่วงลดลง และช่วยให้รากผมกลับมาแข็งแรงขึ้น หากใช้ต่อเนื่อง ผมที่บางจะกลับมามีความหนามากขึ้น หากต้องการให้เส้นผมที่ความแข็งแรงไปตลอด จำเป้นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพราะหากหยุดใช้ยาเส้นผมจะกลับมาหลุดร่วงและบางเหมือนตอนที่ยังไม่ได้รักษา

  • นวัตกรรมบำรุงรากผมด้วย Growth factor 

สำหรับบางรายที่รักษาด้วยการทายาหรือรับประทานยาและยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการอีกทางเลือกที่สามารถทำควบคู่กับการรักษาหลักคือ PRP/PRF ซึ่งเป็นนวัตกรรมบำรุงรากผมโดยการสกัดเกล็ดเลือดเข้มข้นจากพลาสมา ที่จะทำให้ได้สาร Growth factor จากเลือดของคนไข้เอง แล้วนำมาฉีดบริเวณผมที่บาง โดยการฉีด PRP/PRFเป็นที่ยอมรับและมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาปัญหาผมร่วงได้

อีกนวัตกรรมเฉพาะที่คลินิกเวชกรรมเกศาคือ PLACENTECH ซึ่งเป็นการสกัด Growth factor จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ได้ Growth factor ที่มีความเข้มข้นสูง ผ่านมาตรฐานการแพทย์ นำมาฉีดยังบริเวณที่มีปัญหาผมบาง

แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำLow level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์

ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีหลักแล้วไม่ดีขึ้น ร่วมกับการส่องกล้องแล้วพบว่ารูขุมขนบริเวณดังกล่าวปิดไปแล้ว กรณีนี้จะไม่สามารถทำให้ผมบริเวณนั้นกลับมางอกได้อีก แพทย์อาจแนะนำให้ใช้การปลูกผมเพื่อย้ายรากผมที่แข็งแรงมาปลูกแทรกบริเวณที่บาง ทำให้ผมดูหนาขึ้นได้ 

  • กรณีมีภาวะฮอร์โมนเพศชายเกิน (Hyperandrogenism)

ต้องรักษาสาเหตุร่วมด้วย เช่น โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS, โรคเนื้องอกที่รังไข่, โรคเนื้องอกที่ต่อมหมวกไต โดยรักษาควบคู่กับการรักษาผมบางตามที่อธิบายข้างต้น 

ในบางกรณีแพทย์อาจเลือกใช้ยาที่มีผลกับฮอร์โมนเพศชายมาใช้ร่วมด้วย เช่นยาขับปัสสาวะ ยาปรับฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ลดฮอร์โมนเพศชาย (Anti-androgen effect)  เช่นยี่ห้อ Yaz , Yasmin, Justima, Diane, Sucee, Beriz, Belara 

ส่วนยา Finasteride จะพิจารณาในหญิงวัยหมดประจำเดือน เท่านั้น

เป้าหมายของการรักษาโรค 

จุดประสงค์ของการรักษาโรคคือการคงสภาพเส้นผมให้มีการเจริญเติบโตปกติ ชะลอการปิดของรูขุมขนให้นานที่สุด เส้นผมที่บางนั้น แปลว่ายังมีรูขุมขนอยู่ คนไข้ต้องคอยบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นเส้นผมจะค่อยๆบางลงเรื่อยๆจนล้านไปตามอิทธิพลของพันธุกรรม รูขุมขนส่วนที่ปิดไปแล้วจะไม่สามารถทำให้กลับมางอกได้อีก หากพื้นที่ล้านเห็นชัดเจน แพทย์อาจแนะนำการปลูกผมถาวรร่วมด้วย

“คำถามของคนไข้โรคนี้คือ ต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหนและหยุดรักษาผมจะกลับมาบางหรือไม่ คำตอบคือ โรคผมบางนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นคนไข้ต้องคอยบำรุงรักษาไปตลอด หากหยุดรักษาผมก็จะกลับมาบางตามเดิม หากปล่อยทิ้งไว้นานๆรูขุมขนก็จะปิดจนเกิดพื้นที่ล้านในที่สุด”

โรคผมบางกลางศีรษะ ไม่สามารถรักษาได้ด้วยแชมพูหรือเซรั่มตามท้องตลาด มีคนไข้หลายรายลองผิดลองถูกกับการรักษาด้วยตนเอง จนผมที่บางกลายเป็นศีรษะล้าน ทำให้ไม่สามารถรักษาได้แล้ว  ดังนั้นหากใครเป็นโรคนี้ หมอแนะนำว่าควรรีบรักษากับแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อคงสภาพเส้นผมให้แข็งแรง เพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นและวัยกลางคน กรณีอายุมากและพิจารณาแล้วว่าภาวะผมบางไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ค่อยหยุดรักษาและปล่อยให้ผมบางไปตามพันธุกรรมที่ควรจะเป็นก็ได้ค่ะ

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

โรคดึงผม (Trichotillomania)

โรคดึงผม (Trichotillomania)

โรคดึงผม

       โรคดึงผม มีชื่อทางการแพทย์ว่า Trichotillomania เป็นภาวะภาวะทางจิตที่สัมพันธ์กับความเครียด ทำให้คนไข้ดึงผมออกจากหนังศีรษะ คิ้ว หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย การดึงผมออกจากหนังศีรษะมักทำให้เกิดจุดหัวล้านเป็นหย่อมๆ โดยส่วนใหญ่คนไข้มักไม่ยอมรับว่าดึงผมตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ที่เป็นโรคดึงผม(Trichotillomania) ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อปกปิดการผมที่ร่วงจากการดึง ทำให้เกิดความวิตกกังวลและอับอาย ไม่มั่นใจในการใช้ชีวิต 

ตำแหน่งที่พบการดึง มักดึงตรงกลางกระหม่อม ผมร่วงเป็นหย่อม รูปร่างไม่แน่นอน ผิดธรรมชาติ เช่น ขอบตรง, บริเวณที่ร่วงผมจะขึ้นสั้นยาว ไม่เท่ากัน มีผมขึ้นใหม่เส้นสั้นๆอยู่กลางวง พบรอยแกะเกา สะเก็ดที่หนังศีรษะ และหากดึงบ่อยๆไม่หยุด ผมบริเวณดังกล่าวจะร่วงถาวร (scarring alopecia)

ปัจจัยเสี่ยง

โดยปัจจัยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคดึงผม Trichotillomania

  1. ประวัติครอบครัว : พบว่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมมีผลต่อการเป็นโรคดึงผม โดยพบว่าหากมีคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสที่คนในครอบครัวจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้
  2. อายุ :  โรคดึงผมสามารถพบได้ทั้งวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงวัยเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยในเด็กจะสัมพันธ์กับความเครียดและความกังวล ส่วนใหญ่หากมีการตอบสนองต่ออารมย์ที่ถูกต้องจะหายได้เอง ส่วนโรคดึงผมในผู้ใหญ่จะเป็นปัญหาทางจิตใจกลุ่ม compulsive habit ซึ่งพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ต้องได้รับการรักษา 
  3. ความเครียด : สถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ตึงเครียดอย่างรุนแรง สามารถส่งผลให้เกิดโรคดึงผมได้ในบางคน
  4. ความผิดปกติอื่นๆ :  โรคดึงผมอาจมีความผิดปกติทางจิตอื่นๆร่วมด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

อาการและการแสดงออกของโรคดึงผม

  1. การดึงผมออกซ้ำๆ โดยทั่วไปแล้วจะมาจากหนังศีรษะ คิ้ว หรือขนตา แต่บางครั้งอาจมาจากส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ซึ่งบริเวณที่ดึงอาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา
  2. ความเครียดที่เกิดจากการอยากหยุดพฤติกรรมดึงผม แต่ไม่สามารถหยุดดึงได้ 
  3. ความรู้สึกโล่งหรือมีความสุขหลังจากดึงผมเสร็จแล้ว
  4. ผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน รวมถึงขนตาหรือคิ้วบางลงอย่างเห็นได้ชัด
  5. พยายามหยุดดึงผมซ้ำๆ แต่ไม่สำเร็จ
  6. การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของผู้หญิงที่เป็นโรคดึงผมในช่วงมีประจำเดือน อาจส่งผลให้มีอาการแย่ลงได้

หลายคนที่เป็นโรคดึงผม นอกจากการดึงผมแล้ว บางรายอาจแสดงออกทางพฤติกรรมโดยการแกะผิวหนัง กัดเล็บ หรือเคี้ยวริมฝีปากร่วมด้วย อีกทั้งการดึงขนจากสัตว์เลี้ยง ตุ๊กตา หรือจากวัสดุ เช่น เสื้อผ้าหรือผ้าห่ม ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของการควบคุมตนเอง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคดึงผม( Trichotillomania) สามารถแบ่งอาการได้ 2 แบบ ดังนี้

  1. การดึงผมแบบรู้ตัว : บางคนตั้งใจดึงผมเพื่อบรรเทาความตึงเครียดหรือความทุกข์ 
  2. การดึงผมแบบไม่รู้ตัว : บางคนดึงผมโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอยู่ เช่น ขณะที่อ่านหนังสือหรือดูทีวี

โรคดึงผมกับความสัมพันธ์ด้านอารมณ์ 

  • อารมณ์เชิงลบ

สำหรับคนไข้โรคดึงผมส่วนใหญ่ เป็นการดึงผมเพื่อจัดการกับความรู้สึกด้านลบ หรือความรู้สึกไม่สบายใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ความเบื่อ ความเหงา ความเหนื่อยล้า หรือความคับข้องใจ

  • อารมณ์เชิงบวก 

การดึงผมออกมาเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีและช่วยบรรเทาความเครียดได้ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ยังคงดึงผมต่อไป เพื่อรักษาความรู้สึกเชิงบวกเหล่านี้เอาไว้

ภาวะแทรกซ้อน

  1. ความทุกข์ทางอารมณ์ หลายคนทีเป็นโรคดึงผม จะมีความรู้สึกอับอายและขาดความมั่นใจ ซึมเศร้า วิตกกังวล 
  2. ปัญหาด้านสังคมและการทำงาน ความอับอายหรือการขาดความมั่นใจอันมีผลมาจากผมร่วง อาจทำให้คุณหลีกเลี่ยงกิจกรรมาทางสังคมและสูญเสียโอกาสในการทำงาน ผู้ที่เป็นโรคดึงผม มักสวมวิกผม สวมหมวกตลอดเวลา และจัดแต่งทรงผม เพื่อปกปิดศีรษะล้าน
  3. ความเสียหายของผิวหนังและเส้นผม การดึงผมอย่างต่อเนื่อง สามารถส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็น และความเสียหายอื่นๆ รวมถึงการติดเชื่อที่ผิวหนัง บนหนังศีรษะของคุณ หรือบริเวณเฉพาะที่ดึงผม และอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นผมอย่างถาวร 
  4. การกลืนผม คนไข้บางรายหลังจากดึงผมแล้วยังมีการกลืนเส้นผมตัวเองอีกด้วย เรียกว่า Trichophagia การกินผมสะสมเรื่อยๆจะทำให้เกิดก้อนผมขนาดใหญ่ (Trichobezoar) ในทางเดินอาหาร ส่งผลให้น้ำหนักลด อาเจียน ลำไส้อุดตัน และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ 

หากใครที่มีปัญหาดึงผมโดยที่ไม่สามารถหยุดพฤติกรรมการดึงผมได้ หรือรู้สึกขาดความมั่นใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์ หน้าตา ที่มีผลมาจากพฤติกรรมการดึงผม ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรับการรักษา เนื่องจากโรคดึงผม ไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเพียงท่านั้น แต่ยังป็นโรคที่มีผลมาจากภาวะทางจิต ซึ่งอาการจะไม่ดีขึ้นหากไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาผมร่วงผมบางจากการดึงผม

  • โดยทั่วไปหากหยุดพฤติกรรมดึงผมได้ ผมที่ถูกดึงก็จะกลับมางอกปกติ
  • แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยากลุ่ม  Minoxidil เพื่อกระตุ้นให้รากผมงอกเร็วขึ้นและใช้วิตามินบำรุงผมที่มีแร่ธาตุที่ช่วยในการเจริญเติบโตของรากผมร่วมด้วยเพื่อบำรุงรากผมให้แข็งแรง 
  • เนื่องจากกการดึงผมซ้ำๆจะทำให้เกิดหนังศีรษะเป็นแผล ดังนั้นแชมพูที่แนะนำ ควรเลือกแชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่สารก่อการระคายเคือง SLS/SLES/Paraben/Perfume 
  • กรณีที่ดึงผมซ้ำๆจนรากผมเสียหายถาวร เกิดเป็นแผลเป็น (scarring alopecia) จะไม่สามารถรักษาให้เส้นผมกลับมางอกได้ ต้องใช้การปลกผมถาวร
โรคดึงผม โรคดึงผม

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : ปลูกผมคนในเครื่องแบบ

ผมร่วงหลังคลอด

   ผมร่วงหลังคลอด

ผมร่วงหลังคลอด

ทำไมตอนตั้งครรภ์ผมร่วงน้อยมาก บางคนผมหนาขึ้นด้วยซ้ำ แต่พอคลอดลูกได้ 3 เดือน ผมร่วงหลังคลอด อย่างรุนแรง ร่วงจนผมบางเห็นหนังศีรษะ ภาวะนี้เรียกว่า ภาวะ ผมร่วงหลังคลอด บุตรนั่นเองค่ะ คุณแม่ทั้งหลายอาจเริ่มตั้งคำถามว่า ผมร่วงหลังคลอด จะเกิดขึ้นได้นานแค่ไหน และมีวิธีรักษาอย่างไร วันนี้ #Kesahair จะพาไปทำความรู้จักและวิธีรักษาถึงปัญหาผมร่วงหลังคลอดกันค่ะ

สาเหตุผมร่วงหลังคลอด

การคลอดบุตรถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างการคลอดบุตรร่างกายจะเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งฮอร์โมนและความเจ็บปวดขณะคลอด คุณแม่บางท่านอาจเสียเลือดปริมาณมาก กระบวนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถือว่าเป็นความเครียดของร่างกาย (physical stress) ส่งผลให้รากผมระยะเติบโต (Anagen phase) เปลี่ยนเป็นผมระยะพัก/หลุดร่วง (Telogen phase) เร็วขึ้น หลังจากนั้น 12-16 สัปดาห์เฉลี่ย 3 เดือนหลังคลอดบุตร ผมระยะพัก/หลุดร่วงที่หมดอายุขัยจำนวนมากก็จะหลุดร่วงออกมา ซึ่งผมสามารถร่วงได้ถึงวันละ 150-700 เส้น (ปกติผมร่วงวันละไม่เกิน50-100 เส้น) ทำให้ผมดูบางลงทั่วๆหนังศีรษะ ภาวะผมร่วงหลังคลอดนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า Postpartum telogen effluvium

ผมร่วงหลังคลอด

ผมร่วงหลังคลอดเกิดขึ้นได้นานแค่ไหน

ผมร่วงหลังคลอดเป็นภาวะผมร่วงชั่วคราว และเกิดได้กับคุณแม่ทุกคน เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะเริ่มร่วงที่เดือนที่ 3 หลังคลอดบุตร และร่วงนานประมาณ 3-6 เดือน เมื่อร่างกายฟื้นตัวผมจะหยุดร่วงเอง  แต่ในคุณแม่บางรายอาจได้ร่วงนานถึง 1 ปี หากคุณแม่ท่านใด มีปัญหาผมร่วงหลังคลอดรุนแรง และไม่ดีขึ้นหลังผ่านไปเกิน 1 ปี แนะนำให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของผมร่วงเพิ่มเติม เช่นโรคไทรอยด์ โรคโลหิตจาง ภาวะพร่องธาตุเหล็ก โรคแพ้ภูมิตัวเอง

วิธีป้องกันผมร่วงหลังคลอด

ภาวะผมร่วงหลังคลอดนั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สามารถป้องกันให้ผมร่วงไม่รุนแรงได้จากการรับประทานอาหารและวิตามินบำรุงหลังคลอดที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก ยิ่งกรณีคุณแม่ที่ให้นมบุตรจะเสียแร่ธาตุจากร่างกายไปยังน้ำนมที่ถูกผลิตขึ้น ดังนั้นต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ โดยเฉพาะธาตุเหล็กที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม หากให้นมบุตรอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ได้รับประทานธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ จะทำให้มีโอกาสพร่องธาตุเหล็ก ส่งผลให้ภาวะผมร่วงรุนแรงต่อเนื่องได้ ดังนั้นควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และรับประทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กเสริมหลังคลอดร่วมด้วย

การดูแลตัวเองในช่วงผมร่วงหลังคลอด

แนะนำทรงผมสั้น เพื่อง่ายต่อการดูแลเส้นผม ข้อดีของผมสั้นคือสามารถพรางตาให้ดูผมไม่บางได้

การรักษาผมร่วงหลังคลอด

1. เจาะเลือดหาสาเหตุผมร่วง

หากผมร่วงหลังคลอดเป็นนานเกิน 1 ปีหรือผมร่วงรุนแรงจนผมบาง แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุผมร่วงอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ เช่นโรคไทรอยด์ โรคโลหิตจาง ภาวะพร่องธาตุเหล็ก โรคแพ้ภูมิตัวเอง

ผมร่วงหลังคลอด

2. รับประทานวิตามินบำรุงผมและใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน

งานวิจัยพบว่าคนที่มีปัญหาผมร่วงทั่วศีรษะ Telogen effluvium มักมีปัญหาพร่องธาตุเหล็กร่วมด้วย ดังนั้นแนะนำรับประทานวิตามินบำรุงผมที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อรากผมอื่นๆ เช่น ซิงค์ ไบติน จะช่วยให้วงจรการงอกของเส้นผมกลับมาปกติเร็วขึ้นได้  ในช่วงผมร่วงหมอแนะนำเลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสารก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอม ซิลิโคน พาราเบน ซัลเฟต ก็จะช่วยถนอมหนังศีรษะและไม่ทำให้ผมร่วงเพิ่มเติมจากการแพ้แชมพูได้

ผมร่วงหลังคลอด

3. Minoxidil รูปแบบทา/ทาน

กรณีผมร่วงไม่ดีขึ้นเอง และมีปัญหาร่วงจนเกิดภาวะผมบาง แนะนำใช้การรักษาด้วยยากลุ่ม Minoxidil ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระตุ้นการเกิดใหม่ของรากผมระยะเติบโต(Anagen phase)และยืดอายุให้ผมระยะเติบโตอยู่ได้นานมากขึ้น ส่งผลให้กระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดผมร่วงได้

4. PRP/PRF/PLACENTECH

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการใช้โกรทแฟคเตอร์สกัดไม่ว่าจะสกัดจากเลือดของคนไข้เองเช่น PRP/PRF matrix หรือสกัดจากห้องปฏิบัติการ เช่น PLACENTECH สามารถช่วยฟื้นฟูรากผมที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง และช่วยลดผมร่วงได้ 

5. รักษาผมร่วงด้วยแสงเลเซอร์ LLLT

แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำLow level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

ยาคุมกำเนิดทำให้ผมร่วงได้หรือไม่?

       สาวๆ หลายคนคงมีประสบการณ์การใช้ยาคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อคุมกำเนิด หรือใช้รักษาโรค เช่น รักษาสิวระดับรุนแรง ใช้ปรับฮอร์โมนในโรคเกี่ยวกับระบบสูตินรีเวช ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดที่เกิดขึ้นจะขึ้นกับว่าเป็นยาคุมกำเนิดชนิดใด บางคนเมื่อใช้ยาคุมกำเนิดอาจเจอปัญหาผมร่วงผิดปกติได้ นั่นเป็นเพราะยาคุมกำเนิดส่งผลต่อฮอร์โมนของร่างกายทำให้มีผลกับวงจรของรากผมนั่นเอง วันนี้ #Kesahair จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นและวิธีแก้ปัญหากันค่ะ

  • วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผม

ก่อนอื่นต้องเข้าใจวงจรของรากผมเบื้องต้นก่อน ปกติรากผมของมนุษย์จะมีอยู่ 3 ระยะ ดังนี้ 

  • Anagen phase  ระยะเติบโต  มีประมาณ 90% เป็นระยะรากผมที่มีอายุเฉลี่ย 3 ปี
  • Catagen phase ระยะหยุดเติบโต มีไม่เกิน 1% เป็นระยะรากผมที่มีอายุ 2-3 สัปดาห์
  • Telogen phase ระยะหลุดร่วง มีประมาณ 10 % เป็นระยะรากผมที่มีอายุขัยประมาณ 3 เดือนแล้วค่อยหลุดร่วงไป ดังนั้นในแต่ละวันจะมีผมร่วงประมาณ 50-100 เส้นเป็นเรื่องปกติ
  • ความเชื่อมโยงระหว่างยาคุมกำเนิดกับผมร่วง

ผมร่วงในระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิด

       ยาคุมกำเนิดบางชนิดเมื่อรับประทานต่อเนื่องทำให้ผมร่วงได้มากขึ้น เนื่องจากยาคุมมีปริมาณโปรเจสตินที่สูง ซึ่งโดยปกติฮอร์โมนโปรเจสตินจะสามารถออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าแอนโดรเจน (androgenic effects) ทำให้มีการแสดงออกคล้ายเพศชายเช่น สิว ขนบริเวณหนวดเข้ม และผมร่วงนั่นเอง ดังนั้นหากใครมีปัญหาผมร่วงหลังจากการใช้ยาคุมที่มีโปรเจสตินสูง หมอแนะนำลองปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนกลุ่มยาคุมกำเนิดดูค่ะ

ผมร่วงในช่วงที่เริ่มใช้ยาคุมกำเนิด และ หลังหยุดยาคุมกำเนิด

       ในช่วงแรกที่เริ่มใช้ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ร่างกายจะมีการปรับตัวทำให้วงจรการงอกของผมเปลี่ยนไปดังนี้ รากผมระยะเติบโต (Anagen Phase) เปลี่ยนเป็นผมระยะหลุดร่วง (Telogen Phase) มากขึ้น ทำให้ปริมาณผมที่ร่วงในแต่ละวันสูงกว่าปกตินั่นเอง เรียกภาวะนี้ว่า ผมร่วงทั้งศีรษะจากมีสาเหตุกระตุ้น(Telogen effluvium)

       ส่วนผมร่วงหลังหยุดยาคุมกำเนิดเป็นนภาวะที่เจอได้บ่อยกว่าโดยกลไกการเกิดผมร่วงเกิดจากร่างกายหลังจากที่มีการรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่อง เมื่อหยุดใช้ยาคุมกำเนิดจะส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างทันที ส่งผลให้เกิดภาวะผมร่วง  Tologen Effluvium เช่นเดียวกับที่อธิบายไปข้างต้นนั่นเอง

 “ ส่วนใหญ่ผมร่วงจากการเริ่มยาคุมกำเนิดและหลังหยุดยาคุมกำเนิดไม่ได้เป็นอันตรายและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยทั่วไปเมื่อร่างกายสามารถปรับตัวได้แล้วผมจะกลับเข้าสู่วงจรปกติและสามารถหายได้เอง แต่ในบางกรณีที่คนไข้มีปัญหาผมบางเดิมอยู่แล้ว เช่นผมบางพันธุกรรม ผมร่วงจากโรคประจำตัว การที่ผมร่วงมากขึ้นจากการใช้ยาคุมกำเนิด อาจส่งผลให้อาการผมร่วงผมบางเป็นมากขึ้น สร้างความกังวลให้คนไข้อย่างมาก ดังนั้นหากสาวๆที่มีปัญหาผมร่วงผมบางอยู่แล้ว ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษแนะนำปรึกษาคุณหมอและเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาคุมกำเนิด และหากมีปัญหาผมร่วงผมบางหลังใช้ยาคุมกำเนิดแนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของปัญหาว่าเกิดจากการทานยาคุม กรรมพันธุ์ หรือเกิดจากสาเหตุอื่นๆหรือไม่ ”

  • วิธีการดูแลตัวเองเมื่อเกิดภาวะผมร่วงจากยาคุมกำเนิด

       แม้ว่าอาการผมร่วงจากยาคุมกำเนิดจะไม่ได้รุนแรงมาก แต่การที่ผมร่วงมากขึ้นในทุกวันสามารถส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ การปฏิบัติตัวในช่วงที่มีความเครียดจากภาวะผมร่วง ควรเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพจากภายในก่อน เช่น การรับประทานวิตามิน เพื่อป้องกันการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ สดใหม่ เช่น ผักและผลไม้ที่อุดม วิตามิน แร่ธาตุ และอย่าลืมรับประทานโปรตีนและแคลอรี่ให้เพียงพอก็มีส่วนช่วยป้องกันภาวะผมร่วงได้ 

       ความเครียดทำให้ผมร่วงได้ เพราะความเครียดส่งผลให้รากผมระยะ Anagen Phase หยุดการเจริญติบโต ดังนั้นพยายามลดความเครียดให้น้อยที่สุด สุดท้ายหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายเส้นผม อาทิ การใช้ความร้อนที่รุนแรง การใช้สารเคมี การจัดแต่งทรงผม หรือการปฏิบัติอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อเส้นผม และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อเส้นผม  จะช่วยส่งผลลดการหลุดร่วงได้เช่นกัน

  • วิธีการรักษาภาวะผมร่วงจากยาคุมกำเนิด

       หากใครกำลังมีปัญหาผมร่วงจากการใช้ยาคุมกำเนิด โดยอาการไม่ดีขึ้นเอง แนะนำพบแพทย์เพื่อรับการรักษาดังนี้

  • เปลี่ยนชนิดยาคุมกำเนิด

       หากสาเหตุของผมร่วงเกิดจากยาคุมกำเนิด แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนชนิดยาคุมกำเนิด หรืออาจจะแนะนำให้เปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดแบบที่ไม่ใช้ฮอร์โมนแทน เช่น ถุงยางอนามัย 

  • รับประทานวิตามินบำรุงผมและใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน

       แนะนำวิตามินบำรุงผมเช่น ซิงค์ ไบโอติน และธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยให้รากผมแข็งแรงและทำให้วงจรการงอกของเส้นผมกลับมาปกติเร็วขึ้นได้  ในช่วงผมร่วงหมอแนะนำให้เลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสารก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอม ซิลิโคน พาราเบน ซัลเฟต ก็จะช่วยถนอมหนังศีรษะและไม่ทำให้ผมร่วงเพิ่มเติมจากการแพ้แชมพูได้

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากรากโสม

       โสมมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของหนังศีรษะ กระตุ้นการทำงานของ DP cell (Dermal papilla cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สำคัญในการงอกของเส้นผม ช่วยยืดอายุผมระยะเติบโตให้นานขึ้น และยังช่วยยับยั้งฮอร์โมนเพศชายDHT บริเวณรากผม ส่งผลให้ผมร่วงน้อยลง

  • Minoxidil รูปแบบทา/ทาน

       กรณีผมร่วงไม่ดีขึ้นเอง และมีปัญหาร่วงจนเกิดภาวะผมบาง แนะนำใช้การรักษาด้วยยากลุ่ม Minoxidil ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกระตุ้นการเกิดใหม่ของรากผมระยะเติบโต (Anagen phase) และยืดอายุให้ผมระยะเติบโตอยู่ได้นานมากขึ้น ส่งผลให้กระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดผมร่วงได้

  • PRP/PRF/PLACENTECH

       ปัจจุบันมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการใช้โกรทแฟคเตอร์สกัดไม่ว่าจะสกัดจากเลือดของคนไข้เองเช่น PRP/PRF matrix หรือสกัดจากห้องปฏิบัติการ เช่น PLACENTECH สามารถช่วยฟื้นฟูรากผมที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรง และช่วยลดผมร่วงได้

       แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำLow level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

ผมร่วงจากโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)

          กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ หรือ  Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) คือกลุ่มอาการที่พบได้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ สาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางเชื้อชาติ ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม หรือหลากหลายปัจจัย โดยกลไกการเกิดโรคเกิดจาก ความผิดปกติที่ทำให้เกิดภาวะตกไข่ไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมจึงมาไม่ปกติ, ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงขึ้น ทำให้มีการแสดงออกลักษณะคล้ายเพศชาย, มีความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินตามมา

อาการแสดง

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ โดยมาห่างผิดปกติโดยมีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งใน 1 ปี,ประจำเดือนมากะปริบกะปรอยหลังจากที่มีการขาดประจำเดือนหลายเดือน
  • มีลักษณะฮอร์โมนเพศชายเกิน เช่น ใบหน้ามีสิว ผิวหน้ามัน มีขนตามลำตัว หนวดเคราเข้ม ผมร่วง/ผมบางคล้ายผู้ชาย 
  • มีลักษณะอาการแสดงของภาวะดื้ออินซูลิน เช่น ข้อพับตามคอ รักแร้ ใต้ราวนม มีสีเข้มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2
  • ตรวจอัลตร้าซาวด์ พบลักษะถุงน้ำในรังไข่หลายๆใบ

ภาพอัลตราซาวด์เปรียบเทียบรังไข่ปกติ กับ ถุงน้ำรังไข่หลายใบ

ที่มาภาพ : www.thelancet.com/journals/lancet/article/PIIS0140673607613452/fulltext

ความเสี่ยงสุขภาพเมื่อเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)

  • มีบุตรยาก เนื่องจากมีภาวะไข่ตกไม่สม่ำเสมอ
  • มีความเสี่ยงในการเกิดเยื่อบุมดลูกหนาตัวและมะเร็งเยื่อบุมดลูก
  • มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 
  • มีความเสี่ยงโรคเมแทบอลิกซินโดรม(metabolic syndrome) หรือภาวะอ้วนลงพุง ที่จะนำมาสู้ปัญหาโรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง

ภาวะผมบางจากโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (โรคผมบาง PCOS)

       ผู้หญิงที่มีปัญหาผมบางกลางหนังศีรษะ จะมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Female pattern hair loss โดยจะมีลักษณะผมบางเด่นบริเวณกลางหนังศีรษะ ในบางรายอาจมีผมบางมาถึงโซนผมด้านหน้าร่วมด้วยลักษณะคล้ายต้นคริสมาส (Christmas tree pattern) ซึ่งอาจจะมีหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน(multifactorial), การถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ และโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะผมบางกลางหนังศีรษะได้ ดังนั้นควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุของภาวะผมบาง

       ผู้หญิงจำนวนมากที่เป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) มักพบปัญหาผมร่วงผิดปกติจนทำให้ผมบาง โดยภาวะผมบาง PCOS เกิดจากการที่มีฮอร์โมนเพศชาย androgen สูงกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแสดงผมร่วงกลางหนังศีรษะคล้ายผมบางพันธุกรรมในเพศชายนั่นเอง

“ผมบางพันธุกรรมในเพศชายกับผมบางในผู้หญิงที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง(PCOS) มีความแตกต่างกันคือ ผมบางPCOS จะยังคงเหลือรากผมบางส่วน ไม่ล้านทั้งหมดแบบเพศชาย ทำให้มีโอกาสรักษาแล้วผมจะกลับมางอกอีกครั้ง”

 

 

การรักษาโรค PCOS

    • รับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมนให้กลับมาปกติ ทำให้มีประจำเดือนสม่ำเสมอทุกเดือน และยาคุมกำเนิดชนิดที่มี cyproterone acetate จะสามารถลดฮอร์โมนเพศชาย (Anti-androgen effect) ทำให้ได้ประโยชน์เรื่องสิว ผิวมัน ขนดก และผมร่วง ซึ่งควรรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
    • กรณีคนที่ต้องการมีบุตร แนะนำพบแพทย์เฉพาะทางด้านภาวะมีบุตรยาก 
    • ตรวจหาโรคเบาหวานและโรคเมแทบอลิกซินโดรม อย่างสม่ำเสมอ หากตรวจพบภาวะดื้ออินซูลิน แพทย์จะให้รับประทานยาที่ช่วยลดการดื้ออินซูลินร่วมด้วย
    • ควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายปกติ โดยการควบคุมอาหารและ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดภาวะอ้วนลงพุงและความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน

“โรคถุงน้ำหลายใบในรังไข่ (PCOS) ถือเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่สามารถบอกได้ว่าจะรักษาหายได้เมื่อไร โรคนี้มีความเกี่ยวข้องและกระทบกับหลายระบบในร่างกาย อาการแสดงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นหมอแนะนำว่าไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์เฉพาะทางและใช้เวลาในการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง”

การรักษาภาวะผมบางจากโรค PCOS

  • Minoxidil รูปแบบทา และ รูปแบบรับประทาน Very low dose

      ตัวยา Minoxidil จะไม่สามารถรักษาโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ(PCOS) ได้โดยตรง แต่minoxidil ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดใต้หนังศีรษะ และยืดอายุผมระยะเติบโตได้ ทำให้ผมร่วงลดลง และช่วยให้รากผมกลับมาแข็งแรงขึ้น หากใช้ต่อเนื่อง ผมที่บางจะกลับมามีความหนามากขึ้น หากต้องการให้เส้นผมที่ความแข็งแรงไปตลอด จำเป้นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพราะหากหยุดใช้ยาเส้นผมจะกลับมาหลุดร่วงและบางเหมือนตอนที่ยังไม่ได้รักษา

  • คีโตโคนาโซลแชมพู

      แชมพูที่แนะนำให้คนที่มีปัญหาผมบางจากโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบใช้คือ 2% คีโตโคนาโซลแชมพู ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความมันบนหนังศีรษะได้จึงเหมาะกับคนไข้กลุ่มนี้ที่มักมีปัญหาผิวแลหนังศีรษะมันมากกว่าปกติ และกรณีใช้อย่างต่อเนื่องมีรายงานว่าแชมพูคีโตโคนาโซลสามารถลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายบริเวณรูขุมขนบนหนังศีรษะได้อีกด้วย

  • การรักษาทางเลือกอื่นๆภายใต้ดุลพินิจของแพทย์

      ในบางกรณีแพทย์อาจเลือกใช้ยาที่มีผลกับฮอร์โมนเพศชายมาใช้ร่วมด้วย เช่นในรายที่ใช้ minoxidilแล้วไม่ตอบสนองร่วมกับมีตรวจพบฮอร์โมนเพศชายในเลือดสูง ยกตัวอย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดฮอร์โมนเพศชาย 

  • นวัตกรรมบำรุงรากผมด้วย Growth factor 

      สำหรับบางรายที่รักษาด้วยการทายาหรือรับประทานยาและยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการอีกทางเลือกที่สามารถทำควบคู่กับการรักษาหลักคือ PRP/PRF ซึ่งเป็นนวัตกรรมบำรุงรากผมโดยการสกัดเกล็ดเลือดเข้มข้นจากพลาสมา ที่จะทำให้ได้สาร Growth factor จากเลือดของคนไข้เอง แล้วนำมาฉีดบริเวณผมที่บาง โดยการฉีด PRP/PRFเป็นที่ยอมรับและมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาปัญหาผมร่วงได้

      อีกนวัตกรรมเฉพาะที่คลินิกเวชกรรมเกศาคือ PLACENTECH ซึ่งเป็นการสกัด Growth factor จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะทำให้ได้ Growth factor ที่มีความเข้มข้นสูง ผ่านมาตรฐานการแพทย์ นำมาฉีดยังบริเวณที่มีปัญหาผมบาง 

      แสงเลเซอร์ความถี่ต่ำ Low level laser therapy เหมาะกับรายที่มีปัญหาผมร่วงผมบางที่ยังไม่มีศีรษะล้าน โดยกลไกการทำงานคือ แสงเลเซอร์จะปลดปล่อยพลังงานที่จำเพาะกับรากผม ทำให้กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้รากผมแข็งแรง ลดผมร่วง และช่วยรักษาภาวะผมบางได้ โดยปัจจุบันมีการผลิตหมวกเลเซอร์ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยแนะนำทำ 3 ครั้ง/สัปดาห์

      ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีหลักแล้วไม่ดีขึ้น ร่วมกับการส่องกล้องแล้วพบว่ารูขุมขนบริเวณดังกล่าวปิดไปแล้ว กรณีนี้จะไม่สามารถทำให้ผมบริเวณนั้นกลับมางอกได้อีก แพทย์อาจแนะนำให้ใช้การปลูกผมเพื่อย้ายรากผมที่แข็งแรงมาปลูกแทรกบริเวณที่บาง ทำให้ผมดูหนาขึ้นได้ 

      ใครที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ร่วมกับภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ แนะนำพบคุณหมอสูตินรีเวชเพื่ออัลตร้าซาวด์หาโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) และหากถูกวินิจฉัยเป็นโรคนี้ การรักษาผมบางจะต้องทำควบคู่กับการรักษาโรค PCOS ด้วย ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ตรงกับโรคแล้ว ยังเป็นการปล่อยให้ตัวโรค PCOS ดำเนินต่อไป ทำให้เกิดผลกระทบกับหลายระบบในร่างกายอีกด้วย

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

สิวบนหัว เกิดจากอะไร?

สิวบนหัว หรือ สิวบริเวณหนังศีรษะ ทางการแพทย์เรียกว่า โรครูขุมขนอักเสบ (Scalp Folliculitis)

เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของรูขุมขนบนหนังศีรษะ ทำให้เกิดตุ่มหนองเล็กๆ ที่คันและเจ็บบนหนังศีรษะ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน เนื่องจากอาการคันจะส่งผลให้มีการแกะเกาจนเกิดเป็นสะเก็ดแผลตามมาได้

สาเหตุของของการเกิด สิวบนหัว
สาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการตอบสนองต่อปฏิกิริยาการอักเสบของรูขุมขน โดยมีความสัมพันธ์กับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆดังนี้

  1. เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus 
  2. ยีสต์ สายพันธุ์ Malassezia
  3. ตัวไร (Demodex Folliculorum)

การรักษา สิวบนหัว

  1. เปลี่ยนแชมพูเป็นสูตรอ่อนโยน ที่ไม่มีสารก่อการระคายเคือง ปราศจากน้ำหอม พาราเบน SLS/SLES ซิลิโคน เนื่องจากสารประกอบเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้สัมผัส และอุดตันหนังศีรษะกรณีล้างออกไม่หมด ทำให้เกิด สิวบนหัว หรือหนังศีรษะตามมาได้ 
  2. ในรายที่สิวบนหัวเกิดจากยีสต์ Malassezia แชมพูรักษาเชื้อรากลุ่ม Ketoconazole shampoo ก็สามารถช่วยได้ โดยแนะนำสระผมด้วยแชมพู Ketoconazole 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณยีสต์บนหนังศีรษะ สามารถใช้สลับกับแชมพูสูตรอ่อนโยนได้
  3. หากจำเป็นต้องใช้ครีมนวด แนะนำใช้เฉพาะปลายผม เนื่องจากครีมนวดมักมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดสิวตามมาได้ หากล้างออกไม่หมด
  4. สระผมและล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยที่มักเกิดแชมพูตกค้างทำให้เกิดสิวตามมาได้ และเป่าผมให้แห้งทุกครั้ง
  5. หลีกเลี่ยงจากใช้สารเคมีบนหนังศีรษะเป็นประจำ เพื่อลดการเกิดสิวจากสารเคมีอุดตัน
  6. ในช่วงที่สิวบนหัวกำเริบ สามารถใช้ยาปฏิชีวนะรูปแบบทาเช่น Clindamycin lotion, Mupirocin, Fucidic acid ทาบริเวณหัวสิวร่วมด้วย แต่ในรายที่มีอาการมาก เช่นมีสิวบนหัวปริมาณมาก ตุ่มใหญ่ แนะนำพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะรูปแบบรับประทาน
  7. หากมีอาการคัน สามารถรับประทานยาแก้แพ้ แก้คันร่วมด้วยได้

เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู

เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนเคยประสบปัญหา เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู เนื่องจากมีสารเคมีตกค้างบริเวณใบหน้า เพราะล้างหน้าไม่สะอาด วันนี้คุณหมอจะพามาทำความเข้าใจปัญหาและบอกเคล็ดลับการดูแลตัวเองให้ใบหน้าของทุกคนใส ไร้สิว กันค่ะ

เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู

สิวกรอบหน้าคืออะไร?

     สิวบริเวณหน้าผาก ไรผม หลังหู บริเวณคาง มีชื่อเรียกรวมๆ กันว่า “สิวกรอบหน้า” หนึ่งในสาเหตุของการเกิดสิวกรอบหน้าอาจมาจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แชมพู ครีมนวดผม และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสามารถทำให้เกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้  สิวประเภทนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “สิวจากเครื่องสำอาง” 

ทำไมผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมบางชนิดจึงทำให้เกิดสิวกรอบหน้า

     ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมตามท้องตลาดมักมีส่วนผสมของน้ำมันสังเคราะห์และซิลิโคน ที่มีคุณสมบัติช่วยเคลือบให้เกิดความลื่นเงาของเส้นผม ทำให้เส้นผมนุ่มลื่น  เมื่อใช้ติดต่อกันแล้วล้างออกไม่หมดจะส่งผลให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน เป็นต้นเหตุของการเกิดสิวบริเวณหนังศีรษะ กรอบหน้าและสิวบริเวณท้ายทอยได้ 

     นอกจากสาเหตุจากการอุดตันแล้ว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมส่วนใหญ่ที่มีกลิ่นหอมยังมีส่วนผสมของน้ำหอมสังเคราะห์ (กลิ่นที่เกิดจากการใช้สารเคมีมาผสมกัน) ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคือง เกิดเป็นผื่น/สิวบริเวณกรอบหน้าและสิวบริเวณหนังศีรษะได้ 

ตัวอย่างชื่อซิลิโคนที่ใส่ในฉลากสินค้า

Dimethicone, Cetyl Dimethicone, Cyclomethicone, Cetearyl Methicone, Dimethiconol, Stearyl Dimethicone, Trimethylsilylamodimethicone Amodimethicone, Cyclopentasilloxane

ตัวอย่างชื่อน้ำหอมที่ใส่ในฉลากสินค้า

Fragrance, Perfume

วิธีป้องกันการเกิดสิวกรอบหน้า

     แนะนำเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจาก ซิลิโคน น้ำมัน และ น้ำหอมสังเคราะห์ (Free Silicone, Free Synthetic oil, Free Perfume) หรือมองหาตราสัญลักษณ์ Dermatologically Tested ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความปลอดภัยต่อผิวภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง แต่หากรักษาด้วยการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 6 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาปัญหา เป็นสิวกรอบหน้าส เพราะแพ้แชมพู เพิ่มเติมต่อไป

เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู

เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู

สระผมถูกวิธีก็ช่วยลดการเกิดสิวกรอบหน้า

     หากต้องการให้ผิวหน้าใส ไร้สิว หมอแนะนำสระผมให้สะอาด เพื่อล้างสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมออกให้หมด  และนอกจากนี้ควรทำความสะอาดบริเวณที่หนังศีรษะสัมผัสกับปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน หมวก และที่คาดผม เพื่อให้ใบหน้าหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารตกค้างเหล่านั้นน้อยที่สุด

เป็นสิวกรอบหน้า เพราะแพ้แชมพู

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : แพ้แชมพู ผมร่วงหนักมาก

แพ้แชมพู ผมร่วงหนักมาก

แพ้แชมพู ผมร่วงหนักมาก

     แพ้แชมพู เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดผมร่วงผิดปกติ หนังศีรษะก็เหมือนผิวบริเวณอื่นของร่างกาย เมื่อเจอสารที่ระคายเคืองก็จะแสดงอาการแพ้ออกมา ทางการแพทย์เรียกว่า อาการแพ้สัมผัส(contact dermatitis)  โดยอาการแพ้แชมพูจะประกอบไปด้วย อาการคัน มีตุ่มสิว ตุ่มน้ำใส หนังศีรษะลอกเป็นแผ่น ถ้าหนังศีรษะอักเสบมากๆก็จะส่งผลให้ผมร่วงผิดปกติตามมาได้ ดังนั้นใครที่มีปัญหาผมร่วง สาเหตุหนึ่งที่เจอได้คือการแพ้แชมพูนั่นเอง

     แชมพู และครีมนวด เป็นสารเคมีที่ต้องใช้กับหนังศีรษะเป็นประจำ เรียกได้ว่าใช้แทบทุกวันตลอดชีวิต ดังนั้นควรเลือกแชมพูที่มีความอ่อนโยนต่อหนังศีรษะมากที่สุด เหมือนเวลาที่เลือก skin care เราก็ยังต้องเลือกสูตรที่อ่อนโยนและเหมาะกับสภาพใบหน้าของเราให้มากที่สุด  เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ที่จะนำไปสู่ปัญหาผมร่วงในอนาคตนั่นเอง

แพ้แชมพู ผมร่วง แชมพูลดผมร่วง แชมพูสูตรอ่อนโยน

เทคนิคการเลือกแชมพูสูตรอ่อนโยนเพื่อลดปัญหาแพ้แชมพู

  • แชมพูอ่อนโยน ควรปราศจากสารเคมีที่ก่อการระคายเคือง เนื่องจากสารเหล่านี้เมื่อใช้ระยะยาวจะมีการตกค้างบนหนังศีรษะทำให้เกิดการแพ้สัมผัสได้ ยกตัวอย่างสารเคมีในแชมพูที่อาจทำให้บางคนมีอาการแพ้ได้ ควรหลีกเลี่ยง

1. Silicone

สารเคมีสังเคราะห์ ช่วยเคลือบให้เกิดความลื่นเงาของเส้นผม คุณสมบัติล้างออกยาก และสามารถสะสมบนผิวหนังได้ เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขน ทำให้เกิดสิวบริเวณหนังศีรษะ กรอบหน้าและไรผม และสามารถกระตุ้นให้เกิดหนังศีรษะอักเสบได้ในบางคน

ตัวอย่างชื่อ Silicone ที่ใส่ในฉลากสินค้า
Dimethicone, Cetyl Dimethicone, Cyclomethicone, Cetearyl Methicone, Dimethiconol, Stearyl Dimethicone, Trimethylsilylamodimethicone Amodimethicone, Cyclopentasilloxane

2. Paraben

สารกันเสียที่พบมากในแชมพู ครีมนวด และโลชั่น ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ประกาศห้ามไม่ให้ใช้แล้ว เนื่องจากเชื่อว่าเป็นสารก่อมะเร็ง

3. SLS/SLES

สารทำให้เกิดฟองที่พบมากในแชมพู และครีมอาบน้ำ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา และผิวหนัง มีคุณสมบัติชะล้างอย่างรุนแรงทำให้ผิวหนังแห้ง แพ้ง่าย เกิดสิวและผดผื่นคันได้ กรณีใช้ระยะยาวส่งผลให้ผมร่วงได้

ตัวอย่างชื่อ SLS/SLES ที่ใส่ในฉลากสินค้า
SLS(Sodium Lauryl sulfate), SLES(Sodium Lauryl ether sulfate), ลงท้ายด้วยคำว่า sulfate

4. Perfume 

แชมพูตามท้องตลาดที่มีกลิ่นหอมเวลาใช้ มักเป็นน้ำหอมกลิ่นสังเคราะห์(เกิดจากการผสมสารเคมีให้เกิดกลิ่น) อาจทำให้เกิดการระคายเคือง(contact dermatitis) ก่อให้เกิดหนังศีรษะอักเสบและผมร่วงตามมา แชมพูที่อ่อนโยนไม่ควรเติมน้ำหอมสังเคราะห์ กลิ่นหอมควรมาจากสารสกัดธรรมชาติถึงจะอ่อนโยนกับหนังศีรษะที่สุด แต่ข้อจำกัดคือการสกัดกลิ่นจากพืชธรรมชาตินั้นมีราคาค่อนข้างสูง 

ตัวอย่างชื่อ Perfume ที่ใส่ในฉลากสินค้า

Fragrance, Perfume

5. สารก่อการระคายเคืองอื่นๆที่พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์กลุ่มแชมพู

Alcohol, Color, Synthetic oil, Formaldehyde, Tricosan, Petroleum, Propylene glycol

แพ้แชมพู ผมร่วง แชมพูลดผมร่วง แชมพูสูตรอ่อนโยน

แพ้แชมพู ผมร่วง แชมพูลดผมร่วง แชมพูสูตรอ่อนโยน

  • ข้อเสียของแชมพูสูตรอ่อนโยน คือราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับแชมพูตามท้องตลาด เนื่องจากส่วนประกอบที่นำมาใช้ทดแทนราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งคุณสมบัติการก่อฟองจะไม่มาก สระแล้วฟองจะไม่ค่อยเยอะ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าสระแล้วไม่สะอาด เพราะเคยชินกับแชมพูที่มีฟองเยอะๆ แต่จริงๆแล้วแชมพูสูตรอ่อนโยนนั้นมีคุณสมบัติการชำระล้างดีเหมือนกัน และอ่อนโยนกับหนังศีรษะในระยะยาวมากกว่า แชมพูสูตรอ่อนโยนหลังใช้ผมจะไม่นุ่มลื่นเหมือนแชมพูท้องตลาด สามารถใช้ครีมนวดเฉพาะส่วนปลายผมได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้บริเวณหนังศีรษะ
  • แชมพูเด็กหรือแชมพูสมุนไพร ไม่ได้อ่อนโยนเสมอไป เพราะแชมพูเด็กและแชมพูสมุนไพรหลายยี่ห้อ ยังมีส่วนประกอบที่ก่อการระคายเคืองและสามารถตกค้างได้บนหนังศีรษะ เช่น SLS/SLES, Paraben, Perfume อีกทั้งแชมพูเด็กยังถูกออกแบบมาเพื่อหนังศีรษะเด็ก ซึ่งจะมีปริมาณต่อมไขมันน้อย เมื่อผู้ใหญ่นำมาใช้ จึงไม่สามารถขจัดความมันส่วนเกินออกได้ ส่งผลให้หนังศีรษะมีความมันและสิ่งสกปรกตกค้างได้ 

     สำหรับคนที่มีปัญหาแพ้ง่ายมากๆ ใช้แชมพูยี่ห้อไหนก็แพ้ไปหมด หมอแนะนำให้ทำ Patch test  ที่โรงพยาบาลเพื่อหาว่าแพ้สารเคมีตัวไหนกันแน่ ยกตัวอย่างบางคนแพ้สารกันเสียในแชมพู เมื่อทราบชื่อสารเคมีแน่ชัด ก็สามารถเลือกแชมพูสูตรที่ไม่มีสารกันเสียดังกล่าวได้ หรืออีกทางเลือกคือมองหาแชมพูยี่ห้อที่มีการส่งทดสอบ Dermatologically test หรือ Hypoallergenic tested ซึ่งจะบ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆเหมาะกับคนแพ้ง่ายค่ะ

แพ้แชมพู ผมร่วง แชมพูลดผมร่วง แชมพูสูตรอ่อนโยน

     หากใครมีปัญหาคันหนังศีรษะ มีสิว ตุ่มคัน หนังศีรษะลอกเป็นขุย ร่วมกับปัญหาผมร่วง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการแพ้แชมพู เบื้องต้นหากไม่สะดวกมาพบแพทย์ หมอแนะนำลองเปลี่ยนเป็นแชมพูสูตรอ่อนโยนดูนะคะ  แต่หากไม่ดีขึ้น อาการผมร่วงและปัญหาหนังศีรษะนั้นอาจเกิดจากโรคเกี่ยวกับหนังศีรษะ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อใช้ยารักษาร่วมด้วย เนื่องจากแชมพูทั่วไปไม่สามารถแก้ปัญหาโรคผิวหนังได้นั่นเอง

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : ผมมันมาก ทำไงดี

จริงหรือไม่? การตัดผมหรือการเล็มปลายผมบ่อยๆ จะทำให้ผมยาวเร็วขึ้น

จริงหรือไม่? การตัดผมหรือการเล็มปลายผมบ่อยๆ จะทำให้ผมยาวเร็วขึ้น

การ ตัดผม หรือ การ เล็มปลายผม บ่อยๆ จะทำให้ ผมยาว เร็วขึ้น” เชื่อว่าหลายต่อหลายคนมักจะได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ และคุณเคยสงสัยมั้ยว่าคำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ 

วันนี้ #kesahair มีคำตอบมาฝากทุกคนกันค่ะ

ตัดผม เล็มปลายผม ผมยาวไว

การตัดผมหรือการเล็มปลายผมจะช่วยทำให้ผมยาวเร็วขึ้นนั้น เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ เนื่องจากเส้นผมของคนเรางอกออกมาจากเซลล์รากผมบริเวณรูขุมขนบนหนังศีรษะ การตัดผมหรือการเล็มปลายผมจึงไม่ได้ส่งผลต่อรูขุมขนบนหนังศีรษะแต่อย่างใด  แต่ประโยชน์ของการตัดเล็มผมอยู่เสมอจะช่วยลดการแตกปลายของเส้นผม ทำให้เส้นผมดูสุขภาพดี และเงางามขึ้น  ดังนั้นแนะนำเล็มปลายผม 1 ซม. ทุกๆ 8 – 10 สัปดาห์ และไม่ต้องกังวลว่าการเล็มผมบ่อยๆจะทำให้ผมสั้นลงนะคะ เพราะโดยปกติเส้นผมของคนเรานั้นจะยาวประมาณ 1 ถึง 1.5 ซม. ต่อเดือน ดังนั้นถึงแม้จะตัดเล็มผมประจำ ผมก็ยังยาวออกมาเรื่อยๆค่ะ

รู้หรือไม่? วิตามินบางชนิดสามารถช่วยทำให้ผมยาวเร็วขึ้นได้ วิตามินเหล่านั้นได้แก่ ซิงค์ ไบโอตินและซิลิกา ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดบริเวณรากผม และกระตุ้นการงอกของเส้นผม ส่งผลให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็ว นอกจากรับประทานวิตามินเสริมและอย่าลืมรับประทานให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายและสุขภาพผมดีไปพร้อมๆ กันนะคะ

Kesahair มีเคล็ดลับการดูแลเส้นผมให้ยาวอย่างได้ผลมาแนะนำทุกคนกันค่ะ >>> ผมหายอยากได้คืน

แต่สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาผมร่วง ผมบาง ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม อย่ารอให้ปัญหาขยายกว้าง เพียงแก้ปัญหาให้ถูกจุด เกศา แฮร์โซลูชั่น คลินิกของเรา ยินดีช่วยดูแล แก้ไขปัญหาเส้นผมให้ทุกท่านได้ทุกสาเหตุ ช่วยกู้ปัญหาผมเสียให้กลับมาสวยได้ดังเดิมได้ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน อย่าลืมลองเข้ามาปรึกษากันดูนะคะ

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเส้นผม

-คนปกติมีเส้นผมบนหนังศีรษะ 90,000-140,000 เส้น (เฉลี่ยประมาณ 100,000 เส้น)
-ผู้ใหญ่ผมยาวได้วันละประมาณ 0.35 มิลลิเมตร ดังนั้น 1 เดือนจะยาวประมาณ 1 เซนติเมตร
-เด็กผมยาวเร็วกว่าผู้ใหญ่ โดยจะยาววันละ 0.41 มิลลิเมตร และผู้หญิงผมยาวเร็วกว่าผู้ชาย 0.02 มิลลิเมตร/วัน
-ในคนปกติผมร่วงได้ไม่เกิน 100 เส้น แต่ถ้าวันไหนสระผม อาจร่วงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือไม่เกิน 200 เส้น/วัน
-1 รากผมจะมีเส้นผมได้ตั้งแต่ 1-4 เส้น

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับวงจรเส้นผม

ระยะแรก เรียกว่า ระยะเจริญ หรือ อะนาเจน (Anagen)

ต่อมรากผมจะสร้างเซลล์ซึ่งทำให้เส้นผมงอกขึ้น ยาวขึ้น ช่วงเวลานี้จะอยู่ระหว่าง 3- 7 ปี หลังจากนั้นจะเข้าสู่ผมระยะหยุด หรือ คะตาเจน (Catagen) หรือ ระยะหยุดการเจริญเติบโตของเส้นผม หากระยะเจริญ หรือ อะนาเจนของเส้นผมอยู่ระยะยาวนานเท่าไหร่ ต่อมรากผมก็จะยังสามารถผลิตเส้นผมได้นานมากขึ้น และผมก็จะยาวและหนาแน่นขึ้นได้ แต่หากระยะดังกล่าวสั้นลง เส้นผมจะเข้าสู่ระยะพักเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาของการหลุดร่วงของเส้นผมเกิดขึ้นเร็วขึ้น ผมเกิดใหม่ก็จะสั้น และบาง ขาดความแข็งแกร่ง จึงทำให้มีภาวะอาการศรีษะล้านก่อนวัยอันควร

ระยะต่อมา เรียกว่า ระยะหยุด หรือ คะตาเจน (Catagen) 

ระยะนี้จะกินเวลาไม่นานนัก จะเป็นช่วงสั้นๆที่ปลายของรากผมจะเคลื่อนตัวสู่ชั้นผิวหนัง เส้นผมจะเติบโตช้าลงและค่อยๆหยุดที่จะเติบโตไปในที่สุด ในระยะนี้อาจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 1 จากจำนวนเส้นผมทั้งหมดบนหนังศรีษะ โดยในแต่ละเส้นจะมีอายุในช่วงระยะนี้ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แล้วจึงเข้าสู่ระยะพัก

ระยะพัก เป็นระยะที่ 3 ของวงจรชีวิตผม เรียกว่า (Telogen)

ระยะนี้เป็นระยะที่เซลล์รากผมนั้นตายแล้ว เส้นผมในระยะนี้ จะเตลื่อนและฝังตัวบริเวณใกล้เคียงกับพื้นผิวหนังเพื่อรอการหลุดร่วง พร้อมๆกับกำลังจะมีเส้นผมเกิดใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ระยะเจริญ ซึ่งจะมาผฃักให้เส้นผมที่ตายแล้วได้หลุดร่วงออกไป ในกรณีทั่วไปเส้นผมจะร่วงโดยประมาณ 50 ถึง100 เส้นต่อวัน โดยเส้นผมบนหนังศรีษะในระยะนี้จะมีจำนวนประมาณ ร้อยละ 10 ถึง 15 โดยเส้นผมในระยะนี้จะมีอายุอยู่ได้ประมาณไม่เกิน 3 เดือน

ระยะสุดท้าย คือ ระยะเริ่มเจริญใหม่ หรือ (Early Anagen)

เมื่อเส้นผมของคนเราหลุดร่วงและงอกขึ้นใหม่ตามวงจรชีวิตของเส้นผมเช่นนี้เรื่อยไปทุกๆวัน แต่เมื่อสูงวัยมากขึ้น วงจรเส้นผมนี้จะมีระยะเวลากระชับสั้นลงเรื่อยๆตามวัยที่สูงขึ้น อันเป็นสาเหตุที่ทำให้รากผมนั้นอ่อนแอลง เส้นผมงอกใหม่ก็ขาดความแข็งแรงไม่เหมือนเมื่อครั้งอ่อนวัย ดังนั้น เราจึงต้องบำรุงและดูแลรักษาเส้นผม บำรุงลึกถึงรากผม เพื่อสร้างความแข็งแรงและยืดระยะเวลาช่วงอายุของเส้นผมตามวงจรชีวิตเส้นผมให้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถรักษาสุขภาพที่ดีของเส้นผมไว้ได้นานขึ้น ผมหลุดร่วงช้า ผมก็จะดกดำและหนาแน่นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดปัญหาผมแก่ อ่อนแอ หงอก เปราะบาง หลุดร่วงไปตามวัยและสุขภาพของแต่ละคน

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

ผู้สูงอายุปลูกผม ผลลัพธ์จะเหมือนวัยรุ่นไหม?

ผู้สูงอายุปลูกผม ผลลัพธ์จะเหมือนวัยรุ่นไหม?

ผู้สูงอายุปลูกผม หรือ ผู้ชายในวัยสูงอายุ ที่กำลังเผชิญกับปัญหา “ผมร่วง” สามารถมั่นใจได้ว่าอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปลูกผมแต่อย่างใด ไม่มีคำว่า “แก่เกินไป” ที่จะรักษาด้วยการปลูกผม ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถรักษาอาการผมร่วงด้วยการปลูกผมได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย อาทิ กรรมพันธุ์ ปริมาณเส้นผม และโรคประจำตัวต่างๆ

ผู้สูงอายุปลูกผม

🔴 เมื่อผู้ชายวัยสูงอายุตัดสินใจปลูกผม

ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจจะมีความคาดหวังผลลัพธ์ในการปลูกผม ให้ย้อนวัยกลับไปเหมือนตอนช่วงอายุ 20 ปี แต่ความเป็นไปได้นั้น ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของอาการผมร่วงและช่วงอายุ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการปลูกผมและต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 3 ด้านดังนี้

  • ระดับความรุนแรงของศีรษะล้านและปริมาณเส้นผมที่เหลืออยู่

ปริมาณเส้นผมของคนไข้ ถือเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อายุที่มากขึ้น ผมที่เหลืออยู่ตามธรรมชาติจะมีปริมาณน้อยกว่าช่วงวัยหนุ่ม และผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาผมบางศีรษะล้านที่รุนแรงมากกว่า  ทำให้การแก้ปัญหาด้วยการปลูกผม จะต้องคำนึงถึงปริมาณผมที่เหลือ หากปริมาณผมมีน้อย จะต้องมีการออกแบบ hair line และใช้ความหนาแน่นที่ล้อไปกับปริมาณผมที่เหลืออยู่นั่นเอง 

  • การออกแบบ Hair line

การออกแบบทรงผมในผู้สูงอายุ แพทย์จะมีการออกแบบทรงผม เน้นความธรรมชาติให้เข้ากับช่วงอายุนั้นๆ เช่น การกำหนดทรงผมที่สูงขึ้นเล็กน้อย และใช้ความหนาแน่นที่พอดี ให้เข้ากับความหนาแน่นของผมเดิมของคนไข้ เพราะอายุที่มากขึ้น ความหนาแน่นของเส้นผมก็จะเริ่มน้อยลง  แต่ในบางรายที่ต้องการทรงผมที่ดูย้อนวัยมากๆ ก็สามารถทำได้หากปริมาณผมด้านหลังเพียงพอ 

  • โรคประจำตัว

ผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ซึ่งต้องรับประทานยารักษาต่อเนื่อง การปลูกผมถือเป็นการผ่าตัดเล็กที่ค่อนข้างปลอดภัย หากมีโรคประจำตัวแต่รับประทานยาต่อเนื่อง ควบคุมตัวโรคได้ดี ก็ไม่ถือเป็นข้อห้ามในการปลูกผม แต่อย่างไรก็ตามหากมีโรคประจำตัวแนะนำให้แจ้งแพทย์และนำยาที่รับประทานอยู่มาให้แพทย์ดูด้วย เพื่อวางแผนการปลูกผมให้มีความปลอดภัยสูงสุดนั่นเอง  

สำหรับผู้ชายอาการผมร่วงผมบางสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยสูงอายุ จากรายงานข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่เลือกที่จะรักษาอาการผมร่วงด้วยตนเอง เช่นซื้อแชมพูลดผมร่วง และเซรั่มตามท้องตลาดมาใช้แก้ปัญหาผมร่วง จนปัญหาผมร่วงผมบางลุกลามไปเรื่อยๆจนเกิดพื้นที่ล้านจนต้องมาปลูกผม ซึ่งจริงๆแล้วปัญหาผมร่วงผมบางถือเป็นปัญหาสุขภาพทางการแพทย์ที่สามารถรักษาได้ ดังนั้นแนะนำรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ และรักษาอย่างต่อเนื่องกับแพทย์ จะช่วยให้คุณผู้ชายมีบุคลิกที่ดีและมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น 

เห็นไหมคะ ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุไหนก็สามารถเข้ารับการรักษาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ด้วยการปลูกผมได้ อย่ารอให้ปัญหาขยายกว้าง เพียงแก้ปัญหาให้ถูกจุด เกศา แฮร์โซลูชั่น คลินิกของเรา ยินดีช่วยดูแล แก้ไขปัญหาเส้นผมให้ทุกท่านได้ทุกสาเหตุ ช่วยกู้ปัญหาผมเสียให้กลับมาสวยได้ดังเดิมได้ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน อย่าลืมลองเข้ามาปรึกษากันดูนะคะ

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : ปลูกผมคนในเครื่องแบบ

ผมมัน ทำไงดี?

ผมมัน ทำไงดี?

ผมมัน หรือ หัวมัน (Oily scalp) เป็นปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่ ส่งผลต่อบุคลิกภาพ และความมั่นใจ “หัวมันเยิ้ม  เพิ่งสระผมไปตอนเช้า ตกเย็นผมมันแล้ว เหมือนคนไม่สระผม ผมลีบแบนตลอดเวลา ดูเป็นคนผมบางไปเลย”

ผมมันง่าย ผมมันมาก ผมมัน หัวมัน

สาเหตุผมมันง่ายเกิดจากต่อมไขมันบริเวณหนังศีรษะผลิตไขมันจากธรรมชาติออกมามากผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ธรรมชาติต่อมไขมันของแต่ละบุคคล, ลักษณะเส้นผมตรงและเส้นเล็ก จะมีโอกาสพบปัญหาผมมันได้มากกว่าบุคคลที่มีผมเส้นหนาหรือหยิกหยักศก,  พฤติกรรมการสระผม เช่นการสระผมห่างเกินไป หรือสระผมถี่เกินวันละ 1 ครั้ง, การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมชะล้างรุนแรง เป็นต้น

คำแนะนำเพื่อป้องกันภาวะผมมัน/หัวมัน

  1. หากผมมันมาก แนะนำสระผมทุกวัน เพื่อสุขอนามัยและดูสะอาด แต่ไม่ควรสระผมเกิน 1 ครั้ง/วัน เนื่องจากการสระบ่อยเกินไป จะเป็นการกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ผมมันได้
  2. ไม่ควรหวีผมบ่อย ควรหวีเพียงวันละ 2-3 ครั้งเท่านั้น
  3. ไม่ควรสระผมด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะทำให้หนังศีรษะแห้ง ส่งผลให้ต่อมไขมันถูกกระตุ้น
  4. หากใช้ครีมนวด ให้ใช้เฉพาะส่วนของเส้นผม หลีกเลี่ยงการใช้บริเวณหนังศีรษะ เนื่องจากหากล้างไม่สะอาด จะทำให้ผมมันเร็วมากขึ้น
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม เนื่องจากการตกค้างของผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะส่งผลให้ผมมันและร่วงได้
  6. เลือกแชมพูสูตรอ่อนโยนที่ปราศจากสารชะล้างรุนแรง เช่น SLS/SLES เนื่องจากการชะล้างที่รุนแรงจะทำให้ต่อมไขมันถูกกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันออกมาทดแทน ส่งผลให้ผมมันได้
  7. เลือกแชมพูที่สามารถคุมความมันของหนังศีรษะได้ เช่น แชมพูที่มีส่วนผสมของ 2% คีโตโคนาโซล ,ซาลิไซลิก แอซิด 
  8. รับประทานวิตามินที่มีส่วนช่วยปรับสมดุลต่อมไขมันบริเวณหนังศีรษะ เช่น หญ้าหางม้า 

ผมมันง่าย ผมมันมาก ผมมัน หัวมัน

 

เทคนิคการสระผมที่ช่วยลดปัญหาผมมัน/หัวมัน

  1. ล้างน้ำเปล่าที่ศีรษะและเส้นผมอย่างน้อย 1-2 นาที
  2. ตีแชมพูให้เกิดฟองแล้วค่อยนำฟองมาสระผม เนื่องจากการบีบแชมพูลงบนหนังศีรษะแล้วขยี้ จะเป็นการกระตุ้นต่อมไขมันและเป็นการทำร้ายเส้นผม ทำให้ผมหลุดร่วงมากขึ้น
  3. ใช้ปลายนิ้วนวดคลึงให้ทั่วศีรษะเบาๆ ไม่เกาหรือขยี้แรงๆ
  4. หมักแชมพูที่ช่วยลดอาการหนังศีรษะมันอย่างน้อย 3-5 นาทีก่อนล้างออก เพื่อให้แชมพูออกฤทธิ์
  5. ล้างออกด้วยน้ำเปล่าตามทิศทางผม เน้นบริเวณท้ายทอย ที่มักจะมีแชมพูตกค้าง ทำให้เกิดอาการคัน และสิวบริเวณท้ายทอย
  6. เช็ดผมให้แห้ง ใช้ลมเย็นเป่าจนแห้งสนิท ไม่ควรใช้ลมร้อน และไม่ควรปล่อยผมให้เปียกชื้นเพราะจะทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

ผมมันง่าย ผมมันมาก ผมมัน หัวมัน

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัท เกศา กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : โรคผมร่วงเป็นหย่อม Alopecia Areata

โรคผมร่วงเป็นหย่อม Alopecia Areata

โรคผมร่วงเป็นหย่อม Alopecia Areata

โรคผมร่วงเป็นหย่อม

โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ไปทำลายเซลล์รากผมของตัวเอง (Autoimmunity) ซึ่งสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดได้อย่างไร ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อม อาจจะมีหย่อมเดียว หรือหลายๆหย่อมก็ได้ และสามารถเกิดได้กับรากผมหรือขนทุกส่วนของร่างกาย เช่น ขนตา ขนคิ้ว ขนรักแร้ และขนหัวหน่าว  ในรายที่มีอาการมาก คือ ผมร่วงทั้งศีรษะ (Alopecia Totalis) มีขนบริเวณอื่นของร่างกายร่วงจนหมดร่วมด้วย (Alopecia Univesalis) 

โรคนี้อาจพบร่วมกับโรคอื่นๆได้ เช่นโรคภูมิแพ้ โรหอบหืด โรคไทรอยด์ โรคด่างขาว และมีรายงานว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โรคผมร่วงเป็นหย่อมเกิดได้ทั้งในเพศชาย และเพศหญิงเท่าๆกัน สามารถเกิดขึ้นที่ช่วงอายุใดก็ได้ อุบัติการณ์ที่เกิดเฉลี่ยคือ 1 ใน 1000 คน 

 

ลักษณะอาการ

  1. ผมร่วงเป็นหย่อม ขอบเขตชัด เป็นรูปวงกลมหรือวงรี  
  2. บริเวณที่ผิวหนังที่ผมร่วงมีลักษณะเรียบเลี่ยน ไม่มีการอักเสบแดงหรือลอกเป็นขุย
  3. คนไข้บางรายเส้นผมอาจเปลี่ยนเป็นสีขาวร่วมด้วย เนื่องจากโรคนี้มีผลต่อเซลล์ที่สร้างเม็ดสีของผม  
  4. ส่องกล้อง Dermoscope พบเส้นผมขนาดสั้นเรียวเล็กคล้ายเครื่องหมายตกใจ  
  5. ในคนไข้บางรายอาจมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย เช่นเล็บเป็นหลุม พบได้ 10-60%

 

การรักษา 

  1. ผมร่วงเป็นหย่อมสามารถหายเองภายใน 6 เดือน กรณีที่ผมร่วงบริเวณกว้างมักไม่หายเอง ต้องได้รับการรักษา
  2. การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับความรุนแรงของตัวโรคและดุลพินิจของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น
    • การฉีดยาบริเวณรอยโรค ทุก 4 – 6 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการรักษาหลักในรายที่เป็นไม่มาก
    • ทายากลุ่มสเตียรอยด์ที่มีความแรงระดับปานกลางขึ้นไป
    • ทายากระตุ้นรากผม 3-5% Minoxidil lotion
    • ทายากดภูมิคุ้มกัน เช่น Anthralin, DPCP
    • การฉายแสง UVA
    • การรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในรายที่เป็นรุนแรง

 

การพยากรณ์โรค  

ส่วนใหญ่แล้วการพยากรณ์โรคดี ยกเว้นในกรณีต่อไปนี้

  1. บริเวณผมร่วงเกิน 50% ของพื้นที่หนังศีรษะ 
  2. ผมร่วงทั้งศีรษะ (Alopecia Totalis) หรือผมและขนร่วงทั้งร่างกาย (Alopecia Universalis)
  3. ระยะเวลาการดำเนินของโรคเกิน 1 ปี
  4. มีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย
  5. คนไข้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเองร่วมด้วย
  6. ผมร่วงเป็นแถบบริเวณชายผมโดยรอบ (Ophiasis) 
  7. ประวัติเป็นซ้ำหลายครั้ง
  8. ช่วงอายุที่ผมร่วงเป็นหย่อมเกิดก่อนวัยรุ่น 

 

ข้อแนะนําสำหรับคนไข้

  • คนไข้ 30-50% อาจหายได้เองภายใน 6 เดือน – 1 ปี
  • กรณีต้องเข้ารับการรักษา แนะนำติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะโรคนี้ต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี
  • เมื่อหายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก หรือมีผมร่วงใหม่บริเวณอื่นได้ 
  • ภาวะการเจ็บป่วยและอาการเครียดอาจกระตุ้นให้เป็นโรคมากขึ้น 
  • หากผมร่วงเป็นรุนแรงแนะนำคนไข้สวมวิก/แฮร์พีชร่วมด้วย

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด

ดื่มแอลกอฮอล์เสี่ยงผมร่วง

สายปาร์ตี้ต้องรู้! ดื่มแอลกอฮอล์เสี่ยงผมร่วง

สายปาร์ตี้ต้องรู้ ดื่มแอลกอฮอล์เสี่ยงผมร่วง เชื่อว่าหลายต่อหลายคนรู้ดีว่าการดื่มแอลกอฮอล์เสี่ยงผมร่วง และสามารถนำไปสู่ความเจ็บป่วยทางร่างกายมากมาย อาทิ ตับอ่อนอักเสบ ปัญหาทางเดินอาหาร โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ถ้าคุณเป็นคนดื่มหนักและมีปัญหาผมร่วง แอลกอฮอล์อาจจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เส้นผมของคุณร่วงมากขึ้นกว่าเดิม

โดย 2 สาเหตุหลักทั่วไปที่พบบ่อยที่สุดและมีเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ถึงสาเหตุของอาการผมร่วง คือ กรรมพันธุ์และความเครียด เนื่องจากผู้ชายศีรษะล้านล้วนมีลักษณะที่ถ่ายทอดมาจากพันธุกรรม อีกทั้งยังพบว่าความเครียดก็อาจส่งผลทำให้ผมร่วงและศีรษะล้าน นอกจากนี้หากคุณเป็นคนดื่มหนักและมีปัญหาผมร่วงมาจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน

ดื่มแอลกอฮอล์เสี่ยงผมร่วง
สาเหตุหลักของการดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้ผมร่วงมีดังนี้

1. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ทำให้ระดับสังกะสีและธาตุเหล็กในร่างกายลดลง สังกะสีและธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม เพราะแร่ธาตุทั้ง 2 ชนิด ถูกนำมาใช้ในกระบวนการสร้างเคราติน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สำคัญต่อรูขุมขนบนหนังศีรษะ หากร่างกายขาดสังกะสีและธาตุเหล็ก จะส่งผลให้การเจริญเติบโตของเส้นผมทำงานผิดปกติ ผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย

2. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก อาจทำให้ระดับกรดโฟลิกลดลง ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเส้นผมที่แข็งแรงและมีสุขภาพดี ยิ่งไปกว่านั้นแอลกอฮอล์สามารถส่งผลต่อการดูดซึมกรดโฟลิก และเพิ่มการขับกรดโฟลิกในปัสสาวะ โดยการขาดกรดโฟลิกอาจทำให้ผมอ่อนแอและเปราะบางได้

3. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งหมายความว่าจะเพิ่มการผลิตปัสสาวะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้หนังศีรษะเกิดรังแคและผมแห้งเปราะบางได้

4. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ทำให้ตับอักเสบ ส่งผลให้สารพิษสะสมในเลือด และรบกวนการสร้างน้ำดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารและดูดซึมลดลง ผู้ติดสุราขั้นรุนแรงจำนวนมาก จึงมักประสบปัญหาภาวะทุพโภชนาการ ทำให้ขาดแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการงอกของเส้นผม ดังนั้นเส้นผมจึงเปราะ แห้ง สีซีด และหลุดร่วงง่าย

5. การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดการบริโภคสารกันบูดและสารเติมแต่งที่มีอยู่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ส่วนประกอบเหล่านี้สามารถส่งผลทางอ้อมต่อเส้นผม สูตรแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่มีสารกันบูดและสารปรุงแต่งที่ใช้เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในเครื่องดื่ม แต่ก็ส่งผลต่อแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ได้อีกด้วย เมื่อแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ลดลง จะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพมากมายที่นำไปสู่การหลุดร่วงของเส้นผมตามมา

6. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก จะส่งผลให้นอนหลับยากและเพิ่มความเครียด อีกทั้งยังลดการนอนหลับระยะ REM ซึ่งเป็นระยะการนอนหลับที่มนุษย์ต้องการ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ โดยการนอนหลับที่มีคุณภาพลดลงมักส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้า หงุดหงิด และวิตกกังวล นำไปสู่การหลุดร่วงของเส้นผม

หากคุณกำลังประสบปัญหาผมร่วง อันเนื่องมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทางออกที่ดีที่สุดคือการงดเว้น หรือมองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีแร่ธาตุสังกะสีและธาตุเหล็ก เพื่อช่วยบำรุงเส้นผม แต่สำหรับใครที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน เกินที่จะแก้ไขด้วยวิธีการบำรุงด้วยวิตามินแล้ว แนะนำให้รักษากับคุณหมอ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดเหมาะกับปัญหาเส้นผมของแต่ละคนค่ะ

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : รู้หรือไม่? บุหรี่ทำให้ผมร่วง!

ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด

ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด       

       ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด เป็นปัญหาที่หลายคนกำลังเผชิญ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด 19 หลังหายป่วยมักจะเจอปัญหาผมร่วงรุนแรงได้ ภาวะนี้เรียกว่าภาวะผมร่วงทั่วศีรษะ (Telogen Effluvium) เกิดจากการติดเชื้อโควิด ทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและฉับพลัน ส่งผลให้วงจรผมที่เป็นระยะเติบโต (Anagen Phase) เปลี่ยนเป็นผมระยะหลุดร่วง (Telogen Phase) โดยผมระยะหลุดร่วงจะหมดอายุขัยภายใน 3 เดือน แล้วหลุดร่วงออกจากหนังศีรษะ ซึ่งจะร่วงได้ถึงวันละ 150-700 เส้น ซึ่งมากกว่าปกติที่จะร่วงวันละไม่เกิน 100 เส้น เส้นผมจะเริ่มร่วงชัดเจนหลังเกิดภาวะเจ็บป่วยประมาณเดือนที่ 3 ซึ่งเป็นภาวะเดียวกับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ที่คลอดบุตรแล้วมีปัญหาผมร่วงหลังคลอดช่วงเดือนที่ 3 นั่นเอง

ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด

นอกจากโควิด19 แล้ว ยังมีภาวะการเจ็บป่วยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะผมร่วงทั่วศีรษะได้ ยกตัวอย่างเช่น
1. การเสียเลือดปริมาณมาก
2. หลังคลอดบุตร
3. ภาวะการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ไข้เลือดออก ติดเชื้อในกระแสเลือด
4. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคไตวายเรื้อรัง โรคมะเร็ง
5. การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
6. ยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิวอนุพัธุ์วิตามินเอ ยารักษาโรคทางจิตเวช ยากันชัก ยาลดความดัน ยาเคมีบำบัด เป็นต้น
โดยทั่วไปผมจะเริ่มร่วงประมาณเดือนที่3 หลังจากเกิดสาเหตุกระตุ้น

       มีรายงานว่าผู้ป่วยที่หายจากการป่วยโควิด-19 เริ่มมีผมร่วงได้เร็วกว่าภาวะเจ็บป่วยอื่นๆ คือเริ่มร่วงได้เร็วสุดตั้งแต่เดือนที่ 1 หลังการเจ็บป่วย และพบทั้งในเพศชายและหญิง ซึ่งสันนิษฐานว่าโรคโควิด19ส่งผลให้ร่างกายมีการหลั่งสารการอักเสบออกมามากกว่าโรคอื่นๆ อีกทั้งโรคโควิดยังทำให้เกิดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจตลอดการเจ็บป่วย ส่งผลให้เกิดภาวะผมร่วงทั่วศีรษะ Telogen Effluvium ที่รุนแรงและเกิดได้เร็วมากกว่าภาวการณ์เจ็บป่วยอื่นๆนั่นเอง

       หากใครกำลังมีปัญหาผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด หมอแนะนำว่าไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะภาวะนี้จะค่อยๆดีขึ้นเอง ผมจะร่วงประมาณ 3-6 เดือน หลังจากนั้นจะค่อยๆหยุดร่วงและกลับมางอกตามเดิมหลังสาเหตุกระตุ้นหมดไป หากต้องการให้ผมงอกเร็วขึ้น สามารถใช้ยาทากลุ่ม Minoxidil ทาร่วมด้วยได้ในช่วงที่ผมเริ่มหยุดร่วง การทายา Minoxidil อาจจะทำให้เกิดผมร่วงในช่วงแรกๆที่ใช้ยาได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนเนื่องจากไม่ใช่คนไข้ทุกรายที่จำเป็นต้องใช้การรักษาเสริมอื่นๆที่สามารถทำได้คือการรับประทานวิตามินที่ช่วยบำรุงรากผม เช่น ซิงค์ ไบโอติน และธาตุเหล็ก ซึ่งมีส่วนช่วยให้รากผมแข็งแรงและทำให้วงจรการงอกของเส้นผมกลับมาปกติเร็วขึ้นได้ ส่วนแชมพูไม่สามารถลดผมร่วงจากสาเหตุนี้ได้โดยตรง แต่หากอยู่ในช่วงผมร่วง หมอแนะนำให้เลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสารก่อการระคายเคือง เช่น น้ำหอม ซิลิโคน พาราเบน ซัลเฟต ก็จะช่วยถนอมหนังศีรษะและไม่ทำให้ผมร่วงเพิ่มเติมจากการแพ้แชมพูได้

ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด

ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด

       แต่ในรายที่เป็นรุนแรง ผมไม่หยุดร่วงใน 3-6 เดือน  แนะนำเข้ามาพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยแยกจากโรคอื่นๆที่สามารถทำให้เกิดผมร่วงทั่วศีรษะได้เช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะพร่องธาตุเหล็ก โรคไทรอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ผมร่วงหลังติดเชื้อโควิด

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : 9 อาหารลดผมร่วง

ผงชูรส ทำให้ผมร่วง?

“ผงชูรส ทำให้ผมร่วง” เชื่อว่าหลายๆ คน คงเคยได้ยินประโยคนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่นที่ผู้ใหญ่มักห้ามเรา เพียงเพราะไม่อยากให้เรารับประทานผงชูรสมากเกินไป เนื่องจากการรับประทานผงชูรสมากเกินไปจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณมาก ส่งผลต่อโรคต่างๆ ที่จะตามมา เช่น โรคไตเสื่อม โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

 

ผงชูรส ทำให้ผมร่วง

 

ปัจจุบันยังไม่มีงานวารสารทางการแพทย์หรือวิจัยที่ชี้ชัดว่า “ผงชูรส ทำให้ผมร่วง” แต่อย่างใด หลายต่อหลายคนเอาอาการผมร่วงมาเชื่อมโยงหาสาเหตุจากการกิน ซึ่งความเป็นจริงแล้ว อาการผมร่วงเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมพันธุ์ ภาวะเจ็บป่วยไม่สบาย โรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ โรคโลหิตจาง โรคแพ้ภูมิตัวเอง รวมไปถึงความเครียด

ดังนั้น ความเชื่อที่บอกว่า ผงชูรส ทำให้ผมร่วง จึง “ไม่เป็นความจริง” เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ทานอาหารให้เต็มที่กันเลย แต่ก็ต้องเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และมีสารอาหารครบถ้วนที่จำเป็นต่อร่างกายและเส้นผมด้วยนะครับ

อาหารที่เหมาะกับเส้นผมที่ควรเลือกรับประทาน สามารถอ่านได้ที่ >>> https://www.kesahair.com/9อาหาร หยุดอาการผมร่วง

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

อาหารลดผมร่วง

“อาหารลดผมร่วง” การบำรุงเส้นผมด้วยแชมพูหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ ในระยะยาวก็ต้องอาศัยปัจจัยภายใน คือสุขภาพที่แข็งแรงร่วมด้วย เนื่องจากปัญหาผมขาดหลุดร่วง ผมบาง อาจมีสาเหตุมาจากร่างกายที่ไม่แข็งแรง ความเครียด หรือการขาดสารอาหารบางชนิด ซึ่งการจะมีเส้นผมที่แข็งแรง สวย เงางามได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพ รวมถึงอาหารที่เลือกรับประทานด้วย

วันนี้ Kesahair มี 9 อาหารลดผมร่วง ที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง สุขภาพดี มาฝากกันค่ะ

อาหาร หยุดผมร่วง

  1. ไข่

ไข่ อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อเส้นผม ทั้งโปรตีน วิตามิน D, A และ บี12 ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ และยังมีสารคาโรทีนอยด์ ที่มีส่วนสำคัญในการงอกของเส้นผมอีกด้วย

 

  1. ไขมันจากปลา

ปลาที่มีไขมันชั้นดี ได้แก่  ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาเฮอริ่ง เป็นแหล่งกรดไขมันโอเมก้า 3 และประกอบไปด้วย โปรตีน, วิตามิน D3, ซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม สามารถช่วยบำรุงเส้นผมให้เงางาม กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมได้อย่างดี

 

  1. ถั่ว

ถั่ว อุดมไปด้วยไบโอติน ซึ่งช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมและป้องกันผมร่วง

ถั่ว 1/4 ถ้วยมีโปรตีนมากถึง 9 กรัม เส้นใย 4 กรัม และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย

 

  1. ผักโขม

ผักโขม อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โฟลิก และวิตามิน B  ช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม และซ่อมแซมเส้นผมที่เสียให้กลับมาสวยเงางาม อีกทั้งยังมีวิตามิน C ซึ่งช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ของรูขุมขน

 

  1. อะโวคาโด

อะโวคาโด เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อการเจริญเติบโตของสุขภาพเส้นผม เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยทำให้หนังศีรษะมีสุขภาพดี และยังช่วยมอบความชุ่มชื่นให้กับรูขุมขนบนหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นส่วนผสมสำคัญที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมาสก์ผมอีกด้วย

 

  1. เมล็ดแฟลกซ์

เมล็ดแฟลกซ์ อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีส่วนช่วยบํารุงหนังศีรษะและป้องกันผมแห้ง

 

  1. มันเทศ

มันเทศ อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเปลี่ยนเป็นเป็นวิตามิน A ที่ช่วยบำรุงสุขภาพของหนังศีรษะ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยทำให้ออกซิเจนไหลเวียนบำรุงรากผมได้ดีอีกด้วย

 

  1. พริกหวาน

พริกหวาน อุดมไปด้วยวิตามิน C ที่มีส่วนช่วยในการผลิตคอลลาเจน ทําให้เส้นผมแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเส้นผมจากสาร Oxidative Stress  อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามิน A ที่ช่วยเร่งการผลิตไขมันและทําให้เส้นผมมีสุขภาพดี

 

  1. หอยนางรม

หอยนางรมอุดมไปด้วยสังกะสี มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมวงจรของเส้นผม

 

นอกจากแร่ธาตุในอาหารแล้ว ปัจจุบันมีการสกัดแร่ธาตุวิตามินต่างๆมาอยู่ในรูปแบบอาหารเสริม ดังนั้นหากต้องการรับประทานอาหารเสริมก็ลองมองหาส่วนผสมตามที่แจ้งข้างต้นมาลองทานร่วมกันได้ คนที่มีโรคประจำตัวอย่าลืมปรึกษาเภสัชกรและแพทย์ก่อนเสมอ  แต่สำหรับใครที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน เกินที่จะแก้ไขด้วยวิธีการบำรุงด้วยวิตามินแล้ว แนะนำรักษากับคุณหมอ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดเหมาะกับปัญหาเส้นผมของแต่ละคนค่ะ

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : ผมร่วงไม่หายซักที อาจเกิดจากภาวะพร่องธาตุเหล็ก!!

ผมหาย อยากได้คืน

ผมหาย อยากได้คืน

“ผมหาย อยากได้คืน” หนึ่งในปัญหาด้านเส้นผมที่ทำให้คนไทยและคนทั่วโลกหลายต่อหลายคนกังวลใจมากที่สุดก็คือ การผมร่วง แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง แต่มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจและบุคลิกอย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาผมร่วงหนัก อยากหาวิธีแก้ผมร่วงที่เหมาะสมและปลอดภัย

ผมหาย อยากได้คืน

วันนี้ Kesahair มีวิธีรักษาผมร่วง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตัวคุณเองอย่างได้ผล มาฝากทุกคนกัน

  1. รับประทานอาหารที่ประโยชน์ต่อรากผม เช่น โปรตีนคุณภาพดี, อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ธัญพืช ไข่แดง
  2. เลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะนิโคตินในบุหรี่ทำให้ผมร่วงและบางได้
  3. อย่าสระผมบ่อยเกินไป ใช้แชมพูชนิดอ่อนโยน และไม่ควรสระเกินวันละ 1 ครั้ง
  4. อย่าเครียดมาก หาเวลาผ่อนคลาย สร้างรอยยิ้ม หรือออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย
  5. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและความร้อนกับเส้นผม รวมทั้งหาเวลาบำรุงเส้นผมบ้าง

สำหรับใครที่กำลังมีปัญหาผมร่วง ผมบาง ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม อย่ารอให้ปัญหาขยายกว้าง เพียงแก้ปัญหาให้ถูกจุด เกศา แฮร์โซลูชั่น คลินิกของเรา ยินดีช่วยดูแล แก้ไขปัญหาเส้นผมให้ทุกท่านได้ทุกสาเหตุ ช่วยกู้ปัญหาผมเสียให้กลับมาสวยได้ดังเดิมได้ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน อย่าลืมลองเข้ามาปรึกษากันดูนะคะ   

เกร็ดความรู้เส้นผม

–  คนปกติมีเส้นผมบนหนังศีรษะ 90,000-140,000 เส้น (เฉลี่ยประมาณ 100,000 เส้น)
– ผู้ใหญ่ผมยาวได้วันละประมาณ 0.35 มิลลิเมตร ดังนั้น 1 เดือนจะยาวประมาณ 1 เซนติเมตร
– เด็กผมยาวเร็วกว่าผู้ใหญ่ โดยจะยาววันละ 0.41 มิลลิเมตร และผู้หญิงผมยาวเร็วกว่าผู้ชาย 0.02 มิลลิเมตร/วัน
– ในคนปกติผมร่วงได้ไม่เกิน 100 เส้น แต่ถ้าวันไหนสระผม อาจร่วงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือไม่เกิน 200 เส้น/วัน
– 1 รากผมจะมีเส้นผมได้ตั้งแต่ 1-4 เส้น

ดังนั้นการรักษาภาวะผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน หรือแม้กระทั่งการปลูกผม จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง                                

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเส้นผม

ความเครียด ปัญหาสำคัญของอาการผมร่วง

ความเครียด ปัญหาสำคัญของอาการผมร่วง

“ความเครียด ปัญหาสำคัญของอาการผมร่วง” ความเครียดเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของคนเรามากขึ้น แต่ละคนก็จะมีความเครียดที่แตกต่างกันไป ทั้งความเครียดจากการเรียน ความเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากปัญหาส่วนตัว รวมไปถึงความเครียดจากการเจ็บป่วย ซึ่งความเครียดเหล่านี้ล้วนทำให้ผมร่วงมากขึ้นได้

เนื่องจากเส้นผมของเรานั้น มีความอ่อนไหว ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และฮอร์โมน ดังนั้นความเครียดจึงส่งผลต่อรากผม

 

ความเครียด ผมร่วง

 

โดยอาการผมร่วงที่เกิดจากความเครียด เกิดได้จาก 2 สาเหตุ ดังนี้

  1. Telogen Effluvium เป็นภาวะผมร่วงจากการที่รากผมเผชิญกับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นจากความเครียดของร่างกายขณะเจ็บป่วย ที่เจอได้บ่อยๆมากในช่วงนี้คือผมร่วงหลังการติดเชื้อโควิด,การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น หลังคลอดบุตร, และความเครียดทางอารมณ์ ซึ่งความเครียดเหล่านี้จะส่งผลทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน รากผมบางส่วนจะหยุดการเจริญเติบโต ส่งผลให้ผมร่วงมากกว่าปกติ 2-3 เท่า
  2. Trichotillomania เป็นภาวะผมร่วงที่เกิดจากดึงผมตัวเอง หากกลุ่มคนเหล่านี้มีความเครียด วิตกกังวล หรือเบื่อหน่าย ก็มักจะมีอาการดึงเส้นผมตัวเองแบบไม่รู้ตัว ส่งผลให้ผมร่วงหายไปเป็นหย่อม หากดึงซ้ำๆมีโอกาสหัวล้านได้ แนะนำผู้ที่มีปัญหาดึงผมตัวเอง ปรึกษาคุณหมอเพื่อรับยากลุ่มคลายกังวล คลายเครียดร่วมด้วย

เมื่อรู้แล้วว่าความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของการผมร่วง แต่ไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นอย่างถาวร หากคุณสามารถจัดการกับปัญหาความเครียดได้ เส้นผมของคุณก็จะกลับมาแข็งแรงดังเดิม แต่ถ้าสังเกตอาการผมร่วงของตนเองแล้วมีความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ถึงอาการที่เกิดขึ้น เพราะเส้นผมที่ร่วงผิดปกติอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาบางอย่างได้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเส้นผม

– คนปกติมีเส้นผมบนหนังศีรษะ 90,000-140,000 เส้น (เฉลี่ยประมาณ 100,000 เส้น)
– ผู้ใหญ่ผมยาวได้วันละประมาณ 0.35 มิลลิเมตร ดังนั้น 1 เดือนจะยาวประมาณ 1 เซนติเมตร
– เด็กผมยาวเร็วกว่าผู้ใหญ่ โดยจะยาววันละ 0.41 มิลลิเมตร และผู้หญิงผมยาวเร็วกว่าผู้ชาย 0.02 มิลลิเมตร/วัน
– ในคนปกติผมร่วงได้ไม่เกิน 100 เส้น แต่ถ้าวันไหนสระผม อาจร่วงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือไม่เกิน 200 เส้น/วัน
– 1 รากผมจะมีเส้นผมได้ตั้งแต่ 1-4 เส้น

ระยะการเจริญเติบโตของเส้นผม

• ระยะ Anagen hair เส้นผม 90% บนหนังศีรษะจะอยู่ในระยะนี้ โดยจะมีอายุขัย 2-3ปี
• ระยะ Catagen&Telogen จะเป็นระยะที่หยุดเจริญเติบโต มีอายุขัย ประมาณ 3 เดือนแล้วหลุดร่วงไป
• ระยะหลังจากผมหลุดร่วง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนกว่าจะมีผมงอกใหม่ให้เห็นด้วยตาเปล่า

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

บทความแนะนำ : ผมหาย อยากได้คืน

สูบบุหรี่ทำให้ผมร่วง!

สูบบุหรี่ทำให้ผมร่วง!

“สูบบุหรี่ทำให้ผมร่วง” บุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่มวน หรือบุหรี่ไฟฟ้า จะมีสารที่เรียกว่า “นิโคติน” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารนิโคตินมีฤทธิ์ในการหดเส้นเลือดทั่วทั้งร่างกาย (vasoconstriction) โดยเฉพาะเส้นเลือดระดับจุลภาค เช่น เส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมอง รวมไปถึงเส้นเลือดที่เลี้ยงรากผม ส่งผลให้การส่งเลือดไปเลี้ยงรากผมลดลง ทำให้รากผมไม่แข็งแรง เส้นผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย เกิดปัญหาผมร่วงและผมบางตามมา

การศึกษาและการทำวิจัยในต่างประเทศพบว่า คนที่สูบบุหรี่สามารถเกิดผมร่วง ผมบาง ได้มากกว่าและเร็วกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ คนที่วางแผนปลูกผม คุณหมอจึงแนะนำให้หยุดสูบบุหรี่ทุกชนิด อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการปลูกผม และหลังจากปลูกผมต้องงดสูบบุหรี่ต่ออย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดการหดตัวของเส้นเลือดบริเวณหนังศีรษะ ระยะยาว หากเป็นไปได้คุณหมอจะแนะนำให้เลิกบุหรี่ทุกราย เนื่องจากสารนิโคตินส่งผลให้ผมที่ย้ายมาปลูกมีขนาดเล็กกว่าปกตินั่นเอง

สูบบุหรี่ทำให้ผมร่วง

รู้แบบนี้แล้ว…ถ้าไม่อยากผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ก็ต้องรีบ ลด ละ เลิก บุหรี่กันได้แล้วนะครับ นอกจากจะส่งผลเสียมากมายต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพเส้นผมอีกด้วย

เกร็ดความรู้เส้นผม

–  คนปกติมีเส้นผมบนหนังศีรษะ 90,000-140,000 เส้น (เฉลี่ยประมาณ 100,000 เส้น)
– ผู้ใหญ่ผมยาวได้วันละประมาณ 0.35 มิลลิเมตร ดังนั้น 1 เดือนจะยาวประมาณ 1 เซนติเมตร
– เด็กผมยาวเร็วกว่าผู้ใหญ่ โดยจะยาววันละ 0.41 มิลลิเมตร และผู้หญิงผมยาวเร็วกว่าผู้ชาย 0.02 มิลลิเมตร/วัน
– ในคนปกติผมร่วงได้ไม่เกิน 100 เส้น แต่ถ้าวันไหนสระผม อาจร่วงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือไม่เกิน 200 เส้น/วัน
– 1 รากผมจะมีเส้นผมได้ตั้งแต่ 1-4 เส้น

ระยะการเจริญเติบโตของเส้นผม

• ระยะ Anagen hair เส้นผม 90% บนหนังศีรษะจะอยู่ในระยะนี้ โดยจะมีอายุขัย 2-3ปี
• ระยะ Catagen&Telogen จะเป็นระยะที่หยุดเจริญเติบโต มีอายุขัย ประมาณ 3 เดือนแล้วหลุดร่วงไป
• ระยะหลังจากผมหลุดร่วง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนกว่าจะมีผมงอกใหม่ให้เห็นด้วยตาเปล่า

ดังนั้นการรักษาภาวะผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน หรือแม้กระทั่งการปลูกผม จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

*บทความลิขสิทธิ์ โดย บริษัทเกศากรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด*

https://www.facebook.com/kesahair

บทความแนะนำ : 9 อาหาร หยุดอาการผมร่วง

error: Content is protected !!